สรุปสำคัญ
- การเลือกเทคโนโลยีกรองที่ตรงกับปัญหา: การเลือกใช้ไส้กรองคาร์บอน (Carbon Block) หรือระบบ UF (Ultrafiltration) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดกลิ่นคลอรีนและรสชาติโลหะที่ไม่พึงประสงค์ในน้ำประปาได้อย่างดีเยี่ยม ระบบเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและติดตั้งได้ง่าย ทำให้เป็นตัวเลือกที่สะดวกสำหรับครัวเรือนทั่วไป
- ความคุ้มค่าในระยะยาว: เมื่อคำนวณต้นทุนต่อน้ำ 1 ลิตร การใช้เครื่องกรองน้ำจะประหยัดกว่าการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนในเครื่องกรองน้ำในช่วงแรกจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อมองในภาพรวมตลอดระยะเวลาการใช้งาน ทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกอีกด้วย
- การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย: เพื่อความมั่นใจสูงสุดในการบริโภค ควรเลือกระบบกรองน้ำที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย เช่น เครื่องหมายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าวัสดุที่ใช้ในการกรองนั้นปลอดภัยและไม่ปล่อยสารปนเปื้อนกลับลงไปในน้ำ
ทำไมน้ำประปาถึงมีกลิ่นโลหะและรสชาติแปลกๆ?
คุณเคยเปิดก๊อกน้ำเพื่อดื่มหรือทำอาหาร แล้วได้กลิ่นคลอรีนฉุนเตะจมูก หรือรู้สึกถึงรสชาติฝาดคล้ายโลหะหรือไม่? ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่หลายครัวเรือนต้องเผชิญ และไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด สาเหตุหลักของกลิ่นและรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ในน้ำประปานั้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน

ปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดคือ การใช้คลอรีนในกระบวนการผลิตน้ำประปา การประปาจำเป็นต้องเติมคลอรีนลงในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่างๆ เพื่อให้น้ำที่ส่งมาตามท่อมีความสะอาดและปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม คลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำนี่เองที่เป็นสาเหตุของกลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่เราคุ้นเคยกันดี
ปัจจัยต่อมาคือ สภาพของท่อส่งน้ำ ท่อประปาที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะท่อที่ทำจากโลหะ อาจเกิดการผุกร่อนและเกิดสนิมได้ตามกาลเวลา สนิมและเศษโลหะเหล่านี้สามารถหลุดล่อนปะปนมากับน้ำที่ไหลผ่าน ทำให้เรารู้สึกถึงรสชาติคล้ายโลหะหรือเหล็กได้ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนที่ปริมาณน้ำดิบมีความขุ่นสูงกว่าปกติ อาจมีตะกอนดินและสารแขวนลอยต่างๆ ปนเปื้อนเข้ามาในระบบมากขึ้น ทำให้หน่วยผลิตต้องใช้สารเคมีในการตกตะกอนและฆ่าเชื้อในปริมาณที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อรสชาติและกลิ่นของน้ำประปาปลายทางได้เช่นกัน ดังนั้น การเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณได้น้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย และมีรสชาติดีขึ้น
เทคโนโลยีการกรองน้ำแบบไหนที่ช่วยแก้ปัญหารสชาติและสารปนเปื้อนได้จริง?
เมื่อเข้าใจสาเหตุของปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกเทคโนโลยีการกรองน้ำที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับกลิ่น รสชาติ และสารปนเปื้อนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการกรองน้ำในปัจจุบันมีหลากหลายประเภท แต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป การเลือกให้ตรงกับความต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
- ไส้กรองคาร์บอน (Carbon Block): เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการแก้ปัญหากลิ่นและรสชาติ ไส้กรองชนิดนี้ทำจากถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ที่มีรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำในการ ดูดซับคลอรีน สารประกอบอินทรีย์ และสารเคมีต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นและรสชาติที่ไม่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ ไส้กรองคาร์บอนแบบอัดแท่ง (Carbon Block) คุณภาพสูงยังสามารถกรองตะกอนและลดปริมาณโลหะหนักบางชนิดได้อีกด้วย ข้อดีคือติดตั้งง่าย ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า และมีราคาไม่สูง
- ระบบ UF (Ultrafiltration): เป็นการกรองที่ใช้เยื่อเมมเบรนที่มีรูพรุนขนาดเล็กมาก (ประมาณ 0.01-0.1 ไมครอน) ในการดักจับสิ่งสกปรก ระบบ UF สามารถ กำจัดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และตะกอนแขวนลอย ที่มีขนาดเล็กกว่าที่ไส้กรองคาร์บอนจะจัดการได้ แต่ยังคงแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายไว้ในน้ำ ระบบนี้มักทำงานร่วมกับไส้กรองคาร์บอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับปรุงรสชาติและกำจัดกลิ่นคลอรีน เป็นตัวเลือกที่สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความสะดวก เพราะส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและไม่มีน้ำทิ้ง
- ระบบ RO (Reverse Osmosis): ถือเป็นเทคโนโลยีการกรองที่ละเอียดที่สุดในปัจจุบัน โดยใช้แรงดันสูงดันน้ำผ่านเยื่อเมมเบรนที่เล็กถึง 0.0001 ไมครอน ทำให้สามารถ กำจัดได้ทั้งโลหะหนัก สารเคมี เชื้อโรค และแม้กระทั่งแร่ธาตุต่างๆ ออกจากน้ำได้อย่างหมดจด ทำให้น้ำที่ได้มีความบริสุทธิ์สูงมาก อย่างไรก็ตาม ความละเอียดสูงนี้ก็มาพร้อมกับความซับซ้อนในการติดตั้งที่ต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อสร้างแรงดัน และมีน้ำส่วนหนึ่งถูกทิ้งไปในกระบวนการกรอง จึงเหมาะสำหรับแหล่งน้ำที่มีปัญหาการปนเปื้อนสูง
การเลือกระบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำต้นทางและความต้องการของคุณ หากปัญหาหลักคือกลิ่นคลอรีนและรสชาติที่ไม่ดี ไส้กรองคาร์บอนก็อาจเพียงพอ แต่หากกังวลเรื่องเชื้อโรคหรือโลหะหนัก ระบบ UF หรือ RO อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า
Quick Comparison
| ประเภทการกรอง | การกำจัดกลิ่นและรสชาติ | การกรองโลหะหนัก | ความซับซ้อนในการติดตั้ง |
|---|---|---|---|
| ไส้กรองคาร์บอน (Carbon Block) | ดีมาก | ปานกลาง | ง่ายมาก (ต่อหัวก๊อกได้) |
| ระบบ UF (Ultrafiltration) | ดี | ดี | ปานกลาง (ติดตั้งใต้ซิงค์) |
| ระบบ RO (Reverse Osmosis) | ดีเยี่ยม | ดีเยี่ยม | ซับซ้อน (ต้องต่อท่อและใช้ไฟฟ้า) |
วิธีเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเรียกช่างประปา
ความกังวลเรื่องความยุ่งยากในการติดตั้งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายคนลังเลที่จะซื้อเครื่องกรองน้ำ แต่ในปัจจุบันมีเครื่องกรองน้ำประเภท “ทำได้ด้วยตัวเอง” (DIY) ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ทำให้คุณสามารถมีน้ำดื่มสะอาดได้โดยไม่ต้องเจาะผนังหรือเรียกช่างประปาให้วุ่นวาย
เครื่องกรองน้ำที่ติดตั้งง่ายที่สุดมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ คือ:
- เครื่องกรองน้ำแบบตั้งโต๊ะ (Countertop): เครื่องกรองประเภทนี้มีขนาดกะทัดรัด สามารถวางไว้บนเคาน์เตอร์ครัวข้างซิงค์ล้างจานได้เลย การติดตั้งทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ ถอดหัวก๊อกเดิมออก แล้วต่อวาล์วสลับทิศทางน้ำ (Diverter Valve) ที่มาพร้อมกับเครื่องเข้าไปแทน เมื่อคุณต้องการใช้น้ำกรอง ก็แค่บิดวาล์วให้น้ำไหลผ่านสายยางเข้าเครื่องกรอง และเมื่อต้องการใช้น้ำประปาปกติสำหรับล้างจาน ก็บิดวาล์วกลับเท่านั้น ไม่มีการเจาะหรือดัดแปลงท่อประปาถาวรใดๆ ทั้งสิ้น เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือบ้านเช่าที่ไม่อนุญาตให้มีการดัดแปลง
- เครื่องกรองน้ำแบบต่อหัวก๊อก (Faucet-Mount): นี่คือตัวเลือกที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด เครื่องกรองจะมีขนาดเล็กมากและสามารถหมุนเกลียวต่อเข้ากับปลายก๊อกน้ำได้โดยตรง การติดตั้งใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที และไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ที่ซับซ้อน เครื่องกรองน้ำแบบนี้มักจะมีสวิตช์เล็กๆ ให้เลือกว่าจะให้น้ำไหลผ่านไส้กรองหรือไหลออกโดยตรง แม้ว่าจะมีอัตราการกรองที่ช้ากว่าและไส้กรองมีอายุการใช้งานสั้นกว่าแบบตั้งโต๊ะ แต่ก็เป็นทางเลือกที่สะดวกและประหยัดพื้นที่อย่างยิ่ง
เมื่อเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำแบบ DIY ควรพิจารณาขนาดของหัวก๊อกที่บ้านคุณว่าสามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่ให้มาหรือไม่ ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักจะมีข้อต่อ (Adapter) หลายขนาดมาให้ในกล่องเพื่อรองรับก๊อกน้ำรูปแบบต่างๆ การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ไม่ต้องพึ่งพาช่าง นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแล้ว ยังให้อิสระและความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความผูกมัดในระยะยาว
คำนวณความคุ้มค่า: เปรียบเทียบต้นทุนต่อน้ำ 1 ลิตร กับน้ำดื่มบรรจุขวด
นอกเหนือจากเรื่องคุณภาพน้ำแล้ว ปัจจัยด้านงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา หลายคนอาจคิดว่าการซื้อเครื่องกรองน้ำเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่เมื่อมองในระยะยาวแล้ว การลงทุนนี้อาจช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด เราลองมาคำนวณเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างการกรองน้ำดื่มเองกับการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดกัน
สมมติฐาน:
- ครอบครัวของคุณต้องการน้ำดื่มวันละ 8 ลิตร (เฉลี่ยคนละ 2 ลิตร สำหรับ 4 คน)
- น้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 1.5 ลิตร ราคาเฉลี่ยขวดละ 14 ฿ (ประมาณ 9.3 ฿ ต่อลิตร)
- คุณเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำแบบตั้งโต๊ะ ราคา 3,500 ฿ ซึ่งมีไส้กรองที่สามารถกรองน้ำได้ 3,000 ลิตร
- ค่าไส้กรองสำหรับเปลี่ยน ราคา 900 ฿
คำนวณต้นทุนการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดใน 1 ปี:
- ความต้องการน้ำต่อปี: 8 ลิตร/วัน x 365 วัน = 2,920 ลิตร
- ค่าใช้จ่ายทั้งหมด: 2,920 ลิตร x 9.3 ฿/ลิตร = 27,156 ฿ ต่อปี
คำนวณต้นทุนการใช้เครื่องกรองน้ำใน 1 ปี:
- ความต้องการน้ำ 2,920 ลิตร จะใช้ไส้กรอง 1 อัน (เนื่องจากไส้กรองสามารถกรองได้ถึง 3,000 ลิตร)
- ค่าใช้จ่ายปีแรก: ค่าเครื่อง 3,500 ฿ = 3,500 ฿ ต่อปี
- ค่าใช้จ่ายปีถัดไป (เปลี่ยนไส้กรอง 1 ครั้ง): 900 ฿ ต่อปี
เปรียบเทียบต้นทุนต่อน้ำ 1 ลิตร:
- น้ำดื่มบรรจุขวด: ~9.3 ฿/ลิตร
- เครื่องกรองน้ำ (ปีแรก): 3,500 ฿ / 2,920 ลิตร = ~1.20 ฿/ลิตร
- เครื่องกรองน้ำ (ปีถัดไป): 900 ฿ / 2,920 ลิตร = ~0.31 ฿/ลิตร
จากตัวเลขจะเห็นได้ชัดว่า แม้จะรวมค่าเครื่องกรองน้ำในปีแรกแล้ว ต้นทุนต่อน้ำหนึ่งลิตรก็ยังถูกกว่าการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดถึง 7 เท่า และในปีต่อๆ ไปก็จะยิ่งประหยัดมากขึ้นไปอีก การลงทุนกับเครื่องกรองน้ำจึงไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่อสุขภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนทางการเงินที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าอย่างยิ่งในระยะยาว
เช็คลิสต์มาตรฐานความปลอดภัยที่ควรมองหา
การเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำไม่ได้จบลงที่เทคโนโลยีหรือราคาเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของน้ำที่ผ่านการกรองออกมา เครื่องกรองน้ำที่ไม่ได้มาตรฐานอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค หรือแม้กระทั่งปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายปนเปื้อนกลับลงไปในน้ำดื่มของคุณได้ ดังนั้น การมองหาเครื่องหมายรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
นี่คือเช็คลิสต์ของมาตรฐานความปลอดภัยที่ควรมองหาบนผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องกรองน้ำ:
- เครื่องหมาย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา): แม้ว่าเครื่องกรองน้ำจะไม่ได้จัดเป็น "อาหาร" โดยตรง แต่การมีเครื่องหมาย อย. บนฉลาก (โดยเฉพาะในส่วนของวัสดุที่สัมผัสกับน้ำ) เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ผลิตได้นำเข้าหรือผลิตผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และวัสดุที่ใช้ เช่น พลาสติกหรือไส้กรอง ได้รับการพิจารณาว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง
- เครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม): เป็นเครื่องหมายที่รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ว่ามีคุณสมบัติเป็นไปตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนด สำหรับเครื่องกรองน้ำ การมี มอก. จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีประสิทธิภาพในการกรองและความทนทานตามที่ระบุไว้จริง
- มาตรฐาน NSF/ANSI (National Sanitation Foundation International): นี่คือมาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและน้ำดื่ม การที่เครื่องกรองน้ำหรือไส้กรองได้รับการรับรองจาก NSF ถือเป็น การการันตีที่น่าเชื่อถือที่สุด ว่าผลิตภัณฑ์นั้นสามารถลดสารปนเปื้อนได้ตามที่กล่าวอ้างจริง และวัสดุที่ใช้ในการผลิตก็ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค มาตรฐาน NSF มีหลายประเภท เช่น:
* NSF/ANSI 42: รับรองประสิทธิภาพในการปรับปรุงรสชาติ กลิ่น และความใสของน้ำ (ลดคลอรีน ตะกอน)
* NSF/ANSI 53: รับรองประสิทธิภาพในการลดสารปนเปื้อนที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น ตะกั่ว, ปรอท, ซีสต์
* NSF/ANSI 401: รับรองการลดสารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ยาบางชนิด หรือสารเคมีจากยาฆ่าแมลง
การเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่มีสัญลักษณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนการมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยให้คุณอีกชั้นหนึ่ง ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและไม่ต้องกังวลว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นจะปลอดภัยอย่างแท้จริง
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อยแค่ไหน และหาซื้อไส้กรองทดแทนยากไหม?
A: โดยทั่วไปไส้กรองคาร์บอนควรเปลี่ยนทุก 3-6 เดือน หรือเมื่อกรองน้ำครบตามปริมาณที่ระบุไว้ เช่น 3,000 ลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานและคุณภาพน้ำต้นทาง หากน้ำประปาในพื้นที่ของคุณค่อนข้างขุ่นหรืออยู่ในช่วงฤดูฝน อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้น สำหรับไส้กรองของเครื่องกรองน้ำรุ่นยอดนิยม มักจะหาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้าแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านค้าอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้าน หรือสั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์ของผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายได้โดยตรง - Q: ไส้กรองคาร์บอนทั่วไปสามารถกรองโลหะหนักได้จริงหรือ?
A: ไส้กรองคาร์บอนคุณภาพสูง โดยเฉพาะชนิดคาร์บอนอัดแท่ง (Carbon Block) มีความสามารถในการดูดซับคลอรีน สารอินทรีย์ และปรับปรุงรสชาติกับกลิ่นได้ดีเยี่ยม และยังสามารถลดปริมาณโลหะหนักบางชนิดที่ละลายในน้ำได้ในระดับหนึ่ง เช่น ตะกั่ว แต่หากคุณอาศัยในพื้นที่ที่มีความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของโลหะหนักเป็นพิเศษ การเลือกระบบกรองที่มีไส้กรองเฉพาะทาง เช่น เรซิน หรือระบบ UF/RO ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน NSF/ANSI 53 จะให้ประสิทธิภาพในการกำจัดโลหะหนักได้ดีและน่าเชื่อถือกว่า - Q: การติดตั้งเครื่องกรองน้ำด้วยตัวเองยากไหม ต้องเจาะผนังหรือไม่?
A: ไม่ยากเลยสำหรับเครื่องกรองน้ำบางประเภทครับ เครื่องกรองน้ำแบบตั้งโต๊ะ (Countertop) หรือแบบที่ต่อกับหัวก๊อก (Faucet-Mount) ถูกออกแบบมาสำหรับการติดตั้งด้วยตัวเอง (DIY) โดยเฉพาะ คุณไม่จำเป็นต้องเจาะผนังหรือเคาน์เตอร์ครัวใดๆ ทั้งสิ้น อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับข้อต่อและวาล์วที่สามารถหมุนต่อเข้ากับหัวก๊อกเดิมได้เลยภายในไม่กี่นาที ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยในหอพัก คอนโดมิเนียม หรือบ้านเช่าที่ไม่สะดวกในการดัดแปลงโครงสร้างถาวร - Q: การกรองน้ำประปาดื่มเอง คุ้มค่ากว่าการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจริงหรือ?
A: คุ้มค่ากว่าอย่างแน่นอนในระยะยาวครับ หากคำนวณต้นทุนทั้งหมด ทั้งค่าเครื่องกรองและค่าไส้กรองที่จะต้องเปลี่ยนตลอด 1 ปี ต้นทุนเฉลี่ยของน้ำกรอง 1 ลิตรจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 ฿ เท่านั้น ในขณะที่น้ำดื่มบรรจุขวดมีราคาเฉลี่ยต่อลิตรอยู่ที่ 5-7 ฿ หรือมากกว่านั้น ซึ่งหมายความว่าคุณจะประหยัดเงินได้หลายพันบาทต่อปี นอกจากนี้ การกรองน้ำดื่มเองยังช่วยลดการสร้างขยะพลาสติกจากขวดน้ำได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย







