สรุปสำคัญ
- การแก้ปัญหาผมเหลืองด้วยหลักการสี: การใช้แชมพูม่วงซึ่งมีเม็ดสีตรงข้ามกับสีเหลืองและทองแดง จะช่วยหักล้างโทนสีที่ไม่ต้องการ ทำให้ผมสีเทาที่ทำมากลับมาดูเย็น สดใส และเป็นธรรมชาติมากขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการกลับไปเติมสีที่ร้านบ่อยๆ
- การเลือกผลิตภัณฑ์ในงบไม่เกิน 500 บาท: คุณสามารถค้นหาแชมพูม่วงคุณภาพดีที่ช่วยรักษาสีผมให้สวยตรงปกได้ในราคาที่เข้าถึงง่าย ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในงบประมาณที่จำกัด เช่น ไม่เกิน 500 ฿ ช่วยให้คุณดูแลสีผมได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน
- เทคนิคการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้น: การปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการหมักแชมพูและวิธีการล้างให้เข้ากับสภาพน้ำและอากาศที่มีความชื้นสูง จะช่วยป้องกันปัญหาผมแห้งเสียจากการใช้แชมพูม่วง และป้องกันสีผมเพี้ยนหรือซีดจางเร็วกว่าปกติ
ทำไมผมเทาถึงเปลี่ยนเป็นสีทองแดงและเหลืองเร็ว
การได้สีผมเทาที่สวยดั่งใจมานั้นเป็นเรื่องที่น่าพอใจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการรักษาสีผมนั้นไว้ไม่ให้ซีดจาง หลายคนคงเคยประสบปัญหาว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังทำสี ผมสีเทาควันบุหรี่สุดเก๋ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือติดโทนทองแดงที่ไม่ต้องการ สาเหตุหลักๆ มาจากปัจจัยรอบตัวที่เราอาจคาดไม่ถึง

ปัจจัยแรกที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือ แสงแดด รังสียูวีในแสงแดดไม่เพียงแต่ทำร้ายผิว แต่ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเม็ดสีในเส้นผม โดยเฉพาะผมที่ผ่านการฟอกสีให้สว่างอย่างสีเทา ซึ่งเกราะป้องกันตามธรรมชาติของเส้นผมจะอ่อนแอลง เมื่อผมสัมผัสกับแสงแดดแรงๆ เป็นเวลานาน เม็ดสีเทาจะถูกทำลายและสลายตัวไป เผยให้เห็นเม็ดสีเหลืองที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผมเดิม ทำให้สีผมดูซีดและติดเหลือง
ปัจจัยต่อมาที่หลายคนมองข้ามคือ คุณภาพของน้ำประปา ที่เราใช้สระผมในชีวิตประจำวัน น้ำประปาในหลายพื้นที่อาจมีแร่ธาตุต่างๆ เช่น คลอรีน เหล็ก หรือทองแดงปะปนอยู่ แร่ธาตุเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยากับสีผมและสะสมบนเส้นผม ทำให้สีเทาที่เคยสวยงามค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือส้มทองแดงได้ ยิ่งสระผมบ่อยเท่าไหร่ การสะสมของแร่ธาตุก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ สภาพอากาศร้อนชื้น และช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ความร้อนและความชื้นในอากาศทำให้เกล็ดผมเปิดออกได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เม็ดสีหลุดออกจากเส้นผมได้เร็วกว่าปกติในทุกครั้งที่สระผม ส่วนในหน้าฝน การที่ผมต้องสัมผัสกับน้ำฝนซึ่งอาจมีความเป็นกรดหรือมีสิ่งสกปรกปนเปื้อน ก็สามารถส่งผลให้สีผมเพี้ยนได้เช่นกัน การเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีดูแลและป้องกันสีผมเทาให้อยู่กับเราได้นานขึ้น
แชมพูม่วง vs ครีมนวดเติมสี ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี
เมื่อผมสีเทาเริ่มติดเหลือง หลายคนอาจลังเลระหว่าง “แชมพูม่วง” กับ “ครีมนวดเติมสี” ว่าควรเลือกใช้อะไรดี ทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาสีผมเหมือนกัน แต่มีหลักการทำงานและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเลือกใช้ให้ถูกกับสภาพผมและความต้องการจะช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด
แชมพูม่วง (Purple Shampoo) ทำงานโดยใช้หลักการของวงล้อสี โดยสีม่วงจะอยู่ตรงข้ามกับสีเหลือง เมื่อสระผมด้วยแชมพูม่วง เม็ดสีม่วงในแชมพูจะเข้าไป “หักล้าง” (Neutralize) โทนสีเหลืองและทองแดงบนเส้นผม ทำให้สีผมที่ดูอุ่นและซีดจางกลับมาดูเย็น สว่าง และเป็นสีเทาที่ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แชมพูม่วงเหมาะสำหรับการดูแลสีผมในระยะยาว ใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสีเพี้ยนเป็นประจำ สามารถใช้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความเหลืองของเส้นผม ข้อดีคือใช้ง่ายเหมือนแชมพูปกติ แต่ข้อควรระวังคืออาจทำให้ผมแห้งได้หากใช้บ่อยเกินไปหรือไม่ใช้ครีมนวดบำรุงตาม
ในทางกลับกัน ครีมนวดเติมสี (Color Depositing Conditioner) ทำหน้าที่ “เติมสี” (Deposit) ลงบนเส้นผมโดยตรง ครีมนวดประเภทนี้จะมีเม็ดสีเทาหรือสีหม่นผสมอยู่ เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นวดลงบนเส้นผม เม็ดสีจะเข้าไปเคลือบผิวเส้นผม ทำให้สีผมที่ซีดจางกลับมาดูเข้มข้นและสดใสเหมือนเพิ่งออกจากร้านทำผม เหมาะสำหรับคนที่สีผมซีดลงไปมาก หรือต้องการเพิ่มความเข้มของสีเทาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยปกติจะแนะนำให้ใช้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือเมื่อรู้สึกว่าสีผมจางลงอย่างเห็นได้ชัด ครีมนวดเติมสีมักมีส่วนผสมของสารบำรุงที่เข้มข้นกว่า จึงช่วยฟื้นฟูผมแห้งเสียได้ดีกว่าแชมพูม่วง แต่ราคาอาจสูงกว่าและต้องใช้เวลาในการหมักนานกว่าเล็กน้อย
Quick Comparison
| ลักษณะการทำงาน | ความถี่ในการใช้ | ผลลัพธ์ที่ได้ | ความเหมาะสมกับสภาพผม |
|---|---|---|---|
| แชมพูม่วง | 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ | หักล้างสีเหลือง ผมดูเย็นลง | ผมเสียระดับน้อยถึงปานกลาง |
| ครีมนวดเติมสี | 1 ครั้งต่อสัปดาห์ | เติมความเข้มข้นของสีผมเทา | ผมเสียมากหรือสีซีดจางมาก |
สรุปคือ หากคุณต้องการดูแลสีผมเทาให้คงความหม่นสวย ไม่ติดเหลืองในชีวิตประจำวัน แชมพูม่วง คือตัวเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่า แต่ถ้าสีผมของคุณซีดจางไปมากและต้องการเติมความสดชัดของสีอย่างเร่งด่วน ครีมนวดเติมสี จะเป็นคำตอบที่ดีกว่า คุณสามารถใช้ทั้งสองอย่างสลับกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็ได้เช่นกัน
วิธีใช้แชมพูม่วงให้สีสวยเป๊ะ โดยไม่ทำให้ผมม่วงหรือแห้งกรอบ
ความกังวลหลักของผู้ที่เริ่มใช้แชมพูม่วงคือกลัวว่าผมจะกลายเป็นสีม่วง หรือผมจะแห้งเสียหนักกว่าเดิม ซึ่งปัญหานี้สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยเทคนิคการใช้ที่ถูกต้อง การเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณดึงประสิทธิภาพของแชมพูม่วงออกมาได้อย่างเต็มที่และได้สีผมที่สวยตรงปกเหมือนมีช่างทำผมมาดูแลที่บ้าน
ขั้นตอนที่ 1: เตรียมเส้นผมและเลือกความเข้มข้น ก่อนใช้แชมพูม่วง ควรชโลมผมให้เปียกทั่วถึงด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพื่อเปิดเกล็ดผมให้พร้อมรับเม็ดสี หากคุณใช้แชมพูม่วงครั้งแรก หรือแชมพูมีความเข้มข้นสูง คุณสามารถผสมแชมพูม่วงกับแชมพูธรรมดาในอัตราส่วน 1:1 เพื่อลดความแรงของเม็ดสี ป้องกันไม่ให้สีติดผมมากเกินไป
ขั้นตอนที่ 2: การลงแชมพูที่ถูกต้อง บีบแชมพูลงบนฝ่ามือแล้วถูให้เกิดฟองเล็กน้อยก่อนชโลมลงบนเส้นผม เทคนิคสำคัญคือให้เน้นชโลมบริเวณที่ผมมีสีเหลืองหรือทองแดงมากที่สุดก่อน เช่น ปลายผมหรือช่วงกลางของเส้นผม จากนั้นค่อยๆ นวดฟองแชมพูให้กระจายทั่วทั้งศีรษะอย่างเบามือ การนวดแรงๆ อาจทำร้ายเส้นผมที่อ่อนแอจากการฟอกสีได้ ควรให้ฟองแชมพูสัมผัสกับเส้นผมทุกส่วนอย่างทั่วถึงเพื่อให้สีสม่ำเสมอ
ขั้นตอนที่ 3: การควบคุมเวลาคือหัวใจสำคัญ นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันผมติดสีม่วง สำหรับการใช้งานทั่วไป ควรทิ้งแชมพูไว้บนเส้นผมประมาณ 3-5 นาที เพื่อให้เม็ดสีม่วงทำงานหักล้างสีเหลืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผมของคุณมีโทนเหลืองจัด อาจเพิ่มเวลาเป็น 5-10 นาที แต่ ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 15 นาทีเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เส้นผมดูดซับสีม่วงมากเกินไปจนสีเพี้ยนและล้างออกได้ยาก แนะนำให้เริ่มจากเวลาน้อยๆ ก่อนในครั้งแรก แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มตามสภาพสีผมของตัวเอง
ขั้นตอนที่ 4: ล้างและบำรุงอย่างล้ำลึก หลังจากครบกำหนดเวลา ให้ล้างแชมพูม่วงออกจากเส้นผมด้วยน้ำสะอาดจนแน่ใจว่าไม่มีฟองและสีม่วงตกค้างอยู่ จากนั้นตามด้วยขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ การใช้ครีมนวดหรือทรีตเมนต์บำรุงผม แชมพูม่วงมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดและปรับเม็ดสี ซึ่งอาจทำให้ผมแห้งได้ การบำรุงอย่างล้ำลึกหลังสระจะช่วยปิดเกล็ดผม กักเก็บความชุ่มชื้น และทำให้ผมนุ่มสลวยไม่แห้งกรอบ ควรเน้นการบำรุงที่ปลายผมเป็นพิเศษและทิ้งไว้ 3-5 นาทีก่อนล้างออก
การทำตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณใช้แชมพูม่วงได้อย่างมั่นใจ ได้ผลลัพธ์สีผมเทาที่สวยงาม ไม่ติดเหลือง และยังคงสุขภาพผมที่ดีไว้ได้อีกด้วย
เทคนิคดูแลผมสีเทาในสภาพอากาศร้อนชื้นและช่วงหน้าฝน
การดูแลผมสีเทาให้อยู่ทนนานในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นนั้นมีความท้าทายมากกว่าปกติ ความร้อน ความชื้น เหงื่อ และฝน ล้วนเป็นศัตรูตัวฉกาจของสีผมสวยๆ แต่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง คุณสามารถปกป้องสีผมของคุณให้สวยสดใสได้ยาวนานขึ้น
การรับมือกับความร้อนและความชื้น: ในวันที่อากาศร้อนจัด เหงื่อที่หนังศีรษะและความชื้นในอากาศสามารถทำให้เกล็ดผมเปิดและสีผมหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ:
- รวบผมเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง: การรวบผมหรือมัดผมทรงสูงจะช่วยลดการสัมผัสของเส้นผมบริเวณต้นคอกับเหงื่อ ซึ่งจะช่วยชะลอการซีดจางของสีผมบริเวณนั้นได้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความร้อนและรังสียูวี: ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรฉีดสเปรย์หรือลูบไล้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารป้องกันรังสียูวี (UV Protection) และป้องกันความร้อน (Heat Protectant) ให้ทั่วเส้นผม เปรียบเสมือนการทาครีมกันแดดให้กับผมของคุณ ช่วยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สีผมถูกทำลายจากแสงแดดโดยตรง
- เป่าผมให้แห้งสนิท: หลังสระผมหรือเมื่อผมเปียกเหงื่อ ควรเป่าผมให้แห้งสนิทโดยใช้ลมเย็น การปล่อยให้ผมแห้งเองในสภาพอากาศชื้นอาจทำให้ผมอับชื้นและสีเพี้ยนได้ง่าย โดยเฉพาะก่อนนอน ต้องแน่ใจว่าผมแห้งสนิทจริงๆ เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะและปัญหาสีซีดเป็นหย่อมๆ
การป้องกันผมในช่วงหน้าฝน: น้ำฝนไม่ได้สะอาดอย่างที่คิด อาจมีสิ่งสกปรกและมลภาวะปนเปื้อนที่สามารถทำปฏิกิริยากับสีผมของคุณได้
- พกร่มหรือใส่หมวก: เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดในการป้องกันไม่ให้ผมสัมผัสกับน้ำฝนโดยตรง
- รีบสระผมหากเปียกฝน: หากคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้และผมเปียกฝน ควรพยายามสระผมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อล้างเอาสิ่งสกปรกและสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมากับฝนออกไป ป้องกันไม่ให้มันทำปฏิกิริยากับสีผมของคุณ
- ใช้ Dry Shampoo ในวันเร่งรีบ: หากไม่มีเวลาสระผม การใช้แชมพูแห้ง (Dry Shampoo) สามารถช่วยดูดซับความชื้นและสิ่งสกปรกออกจากเส้นผมและหนังศีรษะได้ในระดับหนึ่ง ช่วยให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นและลดผลกระทบจากความชื้นได้ชั่วคราว
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลผมเพียงเล็กน้อยตามสภาพอากาศ จะช่วยยืดอายุสีผมเทาของคุณให้สวยงามยาวนานขึ้น ลดความจำเป็นในการต้องกลับไปเติมสีที่ร้านบ่อยๆ และช่วยให้คุณมีความสุขกับสีผมใหม่ได้เต็มที่
เกณฑ์เลือกแชมพูม่วงราคาประหยัดแต่คุณภาพดี
การดูแลผมสีเทาไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงเสมอไป ปัจจุบันมีแชมพูม่วงคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้มากมายในท้องตลาด การเลือกซื้ออย่างชาญฉลาดจะช่วยให้คุณได้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ปัญหาสีผมได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะในงบประมาณไม่เกิน 500 ฿ ซึ่งเป็นราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายมากเกินไป
1. ตรวจสอบส่วนผสมบำรุง: เนื่องจากแชมพูม่วงอาจทำให้ผมแห้งได้ ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารบำรุงควบคู่ไปด้วย มองหาชื่อเหล่านี้บนฉลาก:
- เคราติน (Keratin): ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างเส้นผมที่อ่อนแอจากการฟอกสี
- น้ำมันอาร์แกน (Argan Oil), น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba Oil): ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความเงางามให้กับเส้นผม
- วิตามินบี 5 (Panthenol/Vitamin B5): ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผมนุ่มลื่น ไม่พันกัน
- สารสกัดจากธรรมชาติ: เช่น สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ หรือดอกลาเวนเดอร์ ที่นอกจากจะให้กลิ่นหอมผ่อนคลายแล้ว ยังมีคุณสมบัติปลอบประโลมหนังศีรษะอีกด้วย
2. อ่านรีวิวจากผู้ใช้จริง: ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองใช้เวลาค้นหาและอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริงที่มีสภาพผมคล้ายกับคุณ (เช่น ผมฟอกสีเทา, ผมเส้นเล็ก, ผมแห้งเสีย) แหล่งข้อมูลออนไลน์ต่างๆ เช่น บล็อกความงาม หรือกลุ่มในโซเชียลมีเดีย เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่จะช่วยให้คุณเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ให้ความสำคัญกับรีวิวที่พูดถึงระดับความแห้งของผมหลังใช้ และความสามารถในการหักล้างสีเหลืองได้จริง
3. เลือกความเข้มข้นของสีให้เหมาะสม: แชมพูม่วงมีหลายเฉดสี ตั้งแต่ม่วงลาเวนเดอร์อ่อนๆ ไปจนถึงม่วงเข้มอมน้ำเงิน หากผมของคุณติดเหลืองเพียงเล็กน้อย แชมพูสีม่วงอ่อนก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าผมของคุณติดโทนส้มหรือเหลืองจัด อาจต้องเลือกใช้แชมพูที่มีเม็ดสีม่วง-น้ำเงินที่เข้มข้นกว่าเพื่อประสิทธิภาพในการหักล้างสีที่ดีขึ้น
การสละเวลาศึกษาข้อมูลเล็กน้อยก่อนการซื้อ จะช่วยให้คุณได้แชมพูม่วงที่ใช่ในราคาที่ชอบ ทำให้การดูแลผมสีเทาเป็นเรื่องง่าย ประหยัด และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ต้องหมักแชมพูม่วงทิ้งไว้นานแค่ไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด?
A: โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่เหมาะสมในการทิ้งแชมพูม่วงไว้บนเส้นผมคือประมาณ 3-5 นาที ซึ่งเพียงพอสำหรับการหักล้างโทนสีเหลืองที่ไม่ต้องการในชีวิตประจำวัน หากคุณรู้สึกว่าผมมีสีเหลืองสะสมค่อนข้างมาก อาจเพิ่มเวลาเป็น 5-10 นาทีได้ แต่ไม่แนะนำให้ทิ้งไว้นานเกินกว่านี้ เพราะอาจทำให้เม็ดสีม่วงติดบนเส้นผมมากเกินไปจนสีเพี้ยนและล้างออกยาก - Q: ทำไมต้องใช้สีม่วงในการแก้ปัญหาผมสีเทา?
A: หลักการนี้อ้างอิงจากทฤษฎีวงล้อสี (Color Wheel) ซึ่งสีที่อยู่ตรงข้ามกันจะสามารถหักล้างกันได้ ในวงล้อสี สีม่วงจะอยู่ตรงข้ามกับสีเหลือง และสีน้ำเงินจะอยู่ตรงข้ามกับสีส้ม ดังนั้นเมื่อผมสีเทาเริ่มซีดและติดโทนสีเหลืองหรือทองแดง การใช้แชมพูที่มีเม็ดสีม่วงจะเข้าไปปรับสมดุลและลดทอนสีเหลืองเหล่านั้น ทำให้สีผมกลับมาดูเป็นสีเทาที่เย็นตาและสว่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ - Q: ใช้แชมพูม่วงบ่อยๆ จะทำให้ผมแห้งเสียหรือสีเพี้ยนเป็นสีม่วงเลยไหม?
A: ปัญหาผมแห้งเสียสามารถป้องกันได้โดยการใช้ครีมนวดผมหรือทรีตเมนต์บำรุงเข้มข้นทุกครั้งหลังสระด้วยแชมพูม่วง ส่วนเรื่องสีเพี้ยนเป็นสีม่วงมักเกิดจากการทิ้งแชมพูไว้นานเกินไป หรือใช้บ่อยเกินความจำเป็น แนะนำให้ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สลับกับแชมพูปกติ และควบคุมเวลาในการหมักให้เหมาะสม หากปฏิบัติตามนี้ โอกาสที่ผมจะแห้งเสียหรือติดสีม่วงจะน้อยมาก - Q: น้ำประปาที่บ้านมีผลต่อสีผมเทาไหม ต้องใช้แชมพูม่วงบ่อยแค่ไหน?
A: มีผลอย่างมาก แร่ธาตุต่างๆ ที่ปะปนมาในน้ำประปา เช่น คลอรีน เหล็ก และทองแดง สามารถเกาะติดบนเส้นผมและทำปฏิกิริยาทำให้สีผมเทาของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือส้มได้เร็วขึ้น หากคุณสังเกตว่าสีผมซีดเร็วผิดปกติ อาจเป็นเพราะคุณภาพน้ำ การใช้แชมพูม่วงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยปรับแก้สีผมให้คงที่อยู่เสมอ หากปัญหานี้รุนแรง การพิจารณาติดตั้งหัวกรองสำหรับฝักบัวอาบน้ำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ







