สรุปสำคัญ
- ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์คือกุญแจสำคัญ: การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอย่าง Niacinamide, Vitamin C หรือ Alpha Arbutin ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ระคายเคือง
- ผลการทดสอบทางคลินิกสร้างความมั่นใจ: ผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองจากแพทย์ผิวหนังหรือผ่านกระบวนการทดสอบความปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้หรือรอยแดง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น
- ราคาไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพเสมอไป: ครีมทาฝ้าที่มีราคาอยู่ในช่วง 39 – 199 บาท หลายรายการมีส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าแบรนด์ราคาสูง หากผู้บริโภคศึกษาฉลากและส่วนประกอบอย่างละเอียด
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า





เข้าใจต้นตอของฝ้ากระบนใบหน้าและปัจจัยกระตุ้น
ความรู้สึกไม่มั่นใจทุกครั้งที่ส่องกระจกและเห็นจุดด่างดำหรือรอยฝ้าที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความสกปรกหรือการดูแลผิวที่ไม่ดี แต่เป็นกลไกการป้องกันตัวเองของผิวที่ทำงานมากเกินไป หัวใจสำคัญของปัญหานี้คือ ภาวะการสร้างเม็ดสีที่มากเกินปกติ (Hyperpigmentation) ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ผลิตเมลานินออกมาในปริมาณที่สูงกว่าปกติเพื่อปกป้องผิวจากปัจจัยกระตุ้นภายนอก
ปัจจัยหลักที่ทุกคนทราบดีคือ แสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ที่สามารถกระตุ้นการผลิตเมลานินได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ความร้อนสะสม ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากเตาขณะทำอาหาร ไอความร้อนจากพื้นถนนขณะเดินทางกลางแจ้ง หรือแม้แต่ความร้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ทั้งสิ้น
ในสภาพอากาศร้อนชื้น ผิวของเรามีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแสงแดดและความร้อนรุนแรงกว่าปกติ ทำให้ผิวต้องทำงานหนักขึ้นในการป้องกันตัวเอง นี่คือเหตุผลที่หลายคนในภูมิภาคนี้มักประสบปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า และกระได้ง่ายกว่า การเข้าใจต้นตอที่แท้จริงจะช่วยให้เราเลือกวิธีรับมือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะต่อสู้กับผิวของตัวเอง เราจะเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกับกลไกตามธรรมชาติของผิวเพื่อคืนความกระจ่างใสอย่างยั่งยืน
เกณฑ์การเลือกครีมทาฝ้าสำหรับผิวบอบบางและแพ้ง่าย
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาฝ้า ความกังวลแรกสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายคือ “ใช้แล้วจะแพ้ไหม” หรือ “จะทำให้ผิวแดง แสบ หรือระคายเคืองกว่าเดิมหรือเปล่า” ความกลัวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าบางชนิดอาจมีส่วนผสมที่รุนแรงต่อผิว การเลือกครีมทาฝ้าที่เหมาะสมจึงเปรียบเสมือนการหาผู้ช่วยที่อ่อนโยนแต่ทรงพลัง การเริ่มต้นด้วยความอ่อนโยนสำคัญกว่าการใช้สารแรงๆ ที่อาจทำลายเกราะป้องกันผิวในระยะยาว
สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือการมองหาสูตรที่ ปราศจากสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง โดยเฉพาะ:

- น้ำหอม (Fragrance): เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการแพ้และระคายเคือง
- แอลกอฮอล์ (Alcohol): โดยเฉพาะชนิดที่ทำให้ผิวแห้งตึง ซึ่งจะทำลายความชุ่มชื้นและเกราะป้องกันผิว
- พาราเบน (Parabens): สารกันเสียที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
นอกจากสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงแล้ว การมองหาส่วนประกอบที่ช่วย ปลอบประโลมและฟื้นฟูผิว ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ส่วนผสมอย่าง ใบบัวบก (Centella Asiatica) หรือ แพนทีนอล (Panthenol หรือ Vitamin B5) มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ลดรอยแดง และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เมื่อผิวแข็งแรงขึ้น ความทนทานต่อปัจจัยกระตุ้นภายนอกก็จะดีขึ้น ทำให้การรักษาฝ้ามีประสิทธิภาพและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
สุดท้ายนี้ ค่า pH ที่สมดุลกับผิวหน้า (ประมาณ 5.5) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH ใกล้เคียงกับผิวจะช่วยรักษาสมดุลของเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ ไม่ทำให้ผิวแห้งหรือมันจนเกินไป การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังหรือมีระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่าย” (Hypoallergenic) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความเสี่ยงในการเลือกผิดได้เป็นอย่างดี
เปรียบเทียบสารออกฤทธิ์ยอดนิยมในครีมทาฝ้า
| สารออกฤทธิ์ | ประสิทธิภาพในการลดฝ้า | ความอ่อนโยนต่อผิว | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| Niacinamide | ปานกลางถึงสูง | สูง เหมาะกับผิวแพ้ง่าย | อาจทำให้ผิวแดงชั่วคราวหากใช้ความเข้มข้นสูงเกินไป |
| Vitamin C (Derivatives) | สูง | ปานกลาง | ควรเลือกใช้รูปแบบที่เสถียรเพื่อลดการระคายเคืองจากกรด |
| Alpha Arbutin | ปานกลาง | สูงมาก | ออกฤทธิ์ช้าแต่ปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้ระยะยาว |
| Kojic Acid | สูง | ต่ำถึงปานกลาง | อาจทำให้เกิดอาการแห้งหรือลอกได้หากไม่บำรุงความชุ่มชื้น |
วิเคราะห์ส่วนประกอบสำคัญที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล
การอ่านฉลากส่วนประกอบอาจดูน่ากลัว แต่การเข้าใจหลักการทำงานของสารออกฤทธิ์เพียงไม่กี่ตัวจะช่วยให้คุณเลือกครีมทาฝ้าได้อย่างมืออาชีพ หัวใจสำคัญของการลดเลือนฝ้าคือการยับยั้งเอนไซม์ที่ชื่อว่า ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเปรียบเสมือน “โรงงานผลิตเม็ดสี” ของผิว สารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพจะเข้าไปควบคุมการทำงานของเอนไซม์นี้ ทำให้การผลิตเม็ดสีเมลานินลดลง ฝ้าและจุดด่างดำจึงค่อยๆ จางลง
ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ คือตัวแปรสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ “ยิ่งเยอะยิ่งดี” ไม่ใช่คำตอบเสมอไป ความเข้มข้นที่สูงเกินไปอาจนำไปสู่การระคายเคือง โดยเฉพาะในผิวแพ้ง่าย ในขณะที่ความเข้มข้นที่ต่ำเกินไปก็อาจไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุความเข้มข้นในระดับที่ผ่านการวิจัยและพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและได้ผลจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด
- Niacinamide (Vitamin B3): ทำหน้าที่ขัดขวางการส่งผ่านเม็ดสีจากเซลล์สร้างเม็ดสีไปยังเซลล์ผิวชั้นบน ทำให้สีผิวดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น ความเข้มข้นที่แนะนำและปลอดภัยสำหรับผิวแพ้ง่ายคือ 2-5%
- Alpha Arbutin: เป็นอนุพันธ์ของสาร Hydroquinone แต่มีความอ่อนโยนและปลอดภัยกว่ามาก ทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสโดยตรง ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับการใช้ในระยะยาวเพื่อป้องกันการเกิดฝ้าใหม่
- Vitamin C (ในรูปแบบอนุพันธ์ที่เสถียร): เช่น Ascorbyl Glucoside หรือ Ethyl Ascorbic Acid นอกจากจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ยังช่วยยับยั้งการทำงานของไทโรซิเนสได้อีกด้วย การเลือกรูปแบบที่เสถียรจะช่วยลดโอกาสการระคายเคืองและคงประสิทธิภาพของวิตามินซีได้นานขึ้น
สำหรับปัญหา “จุดด่างดำฝังลึก” (Stubborn Spots) การเลือกสารที่สามารถซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิวได้ดีเป็นสิ่งจำเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ทำงานเพียงแค่การผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกอาจไม่เพียงพอ สารอย่าง Niacinamide และ Alpha Arbutin มีโมเลกุลที่สามารถซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวเพื่อจัดการกับต้นตอของปัญหาได้อย่างตรงจุด นี่คือเหตุผลที่การทำความเข้าใจส่วนประกอบช่วยให้เราแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาที่ผิวเผิน
บทบาทของการทดสอบทางคลินิกและความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ในตลาดที่เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว คำโฆษณาที่น่าดึงดูดอาจทำให้ตัดสินใจได้ยาก การมองหาหลักฐานที่จับต้องได้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคัดกรองผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ หนึ่งในเครื่องหมายที่สร้างความมั่นใจได้มากที่สุดคือ ผลการทดสอบทางคลินิก (Clinical Test) และการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ
คำว่า “ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง” (Dermatologically Tested) ไม่ใช่แค่คำโฆษณาทั่วไป แต่หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นได้ผ่านกระบวนการทดสอบบนผิวหนังของอาสาสมัครภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดการระคายเคือง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
นอกจากนี้ คุณควรมองหาสัญลักษณ์หรือข้อความอื่นๆ บนบรรจุภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจในความปลอดภัย:
- Hypoallergenic Tested: ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีประวัติการแพ้เครื่องสำอาง
- Non-Comedogenic: ผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว
การเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อย่างโปร่งใส แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้นๆ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่อ้างสรรพคุณลอยๆ แต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้นั้น ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพในการลดเลือนฝ้า แต่ยังผ่านการคัดกรองมาแล้วว่ามีความปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาพผิวที่หลากหลาย การลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ
เทคนิคการใช้งานครีมทาฝ้าให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดในชีวิตประจำวัน
การมีครีมทาฝ้าที่ดีอยู่ในมือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จในการลดเลือนจุดด่างดำนั้นขึ้นอยู่กับ ความสม่ำเสมอ และ เทคนิคการใช้งาน ที่ถูกต้อง การทาครีมอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงได้
ลำดับขั้นตอนการบำรุงผิวที่ถูกต้อง: ลำดับการลงสกินแคร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้ว ควรทาครีมทาฝ้าซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับแก้ปัญหาเฉพาะจุด (Spot Treatment) ในขั้นตอนแรกๆ หลังทำความสะอาดผิวหน้าและเช็ดโทนเนอร์ เพื่อให้สารออกฤทธิ์สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มที่
- ทำความสะอาดผิวหน้า: ล้างหน้าให้สะอาดและซับให้แห้ง
- โทนเนอร์ (ถ้ามี): เพื่อปรับสมดุลค่า pH ของผิว
- ครีมทาฝ้า: ทาครีมในปริมาณที่พอเหมาะลงบนบริเวณที่เป็นฝ้า กระ หรือจุดด่างดำโดยตรง หรือทาทั่วใบหน้าหากต้องการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ค่อยๆ นวดวนเบาๆ จนครีมซึมเข้าสู่ผิว
- เซรั่มและมอยส์เจอไรเซอร์: รอให้ครีมทาฝ้าซึมสนิท (ประมาณ 1-2 นาที) แล้วจึงตามด้วยเซรั่มและมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อบำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
- ครีมกันแดด (สำคัญที่สุด): ขั้นตอนสุดท้ายที่ห้ามขาดในตอนเช้า
หัวใจสำคัญที่ทำให้การรักษาฝ้าเห็นผล: การทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวัน คือกุญแจที่หลายคนมองข้าม ในสภาพอากาศร้อนที่ทำให้เหงื่อออกง่าย ครีมกันแดดที่ทาในตอนเช้าอาจหลุดลอกออกไปภายในไม่กี่ชั่วโมง การปล่อยให้ผิวเผชิญกับรังสี UV โดยไม่มีการป้องกัน ก็เท่ากับว่าเรากำลังทำลายความพยายามทั้งหมดในการรักษาฝ้า ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะในวันที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเหงื่อออกมาก การเลือกใช้สเปรย์กันแดดหรือกันแดดแบบแท่งจะช่วยให้การทาซ้ำสะดวกยิ่งขึ้น
จำไว้ว่าการรักษาฝ้าคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น การให้เวลาผิวในการฟื้นฟูและปกป้องผิวจากปัจจัยกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ คือกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ชัยชนะในระยะยาว
การจัดการความคาดหวังและระยะเวลาในการเห็นผล
หนึ่งในกับดักที่ทำให้หลายคนล้มเลิกการรักษาฝ้ากลางคันคือ ความคาดหวังที่ไม่สมจริง การเชื่อว่าครีมทาฝ้าจะสามารถลบเลือนจุดด่างดำให้หายไปได้ภายในข้ามคืนเป็นความเข้าใจผิดที่นำไปสู่ความผิดหวังและท้อแท้ การทำความเข้าใจกลไกของผิวจะช่วยให้เราจัดการความคาดหวังและอดทนรอคอยผลลัพธ์ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
โดยปกติแล้ว วงจรการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ (Skin Cell Turnover) ของผู้ใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 28-40 วัน และจะช้าลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าเซลล์ผิวเก่าที่มีเม็ดสีสะสมอยู่จะค่อยๆ ถูกผลักขึ้นมาที่ผิวชั้นบนและหลุดลอกออกไป เพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ที่กระจ่างใสกว่าขึ้นมาแทนที่ กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา ดังนั้น การจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจึงต้องใช้ความอดทน
ระยะเวลาที่คาดหวังได้:
- 2-4 สัปดาห์แรก: อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนด้วยตาเปล่า แต่สารออกฤทธิ์ได้เริ่มทำงานในระดับเซลล์ผิวแล้ว ในบางรายอาจรู้สึกว่าผิวโดยรวมดูสว่างขึ้นเล็กน้อย
- 4-8 สัปดาห์: เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สีของฝ้าและจุดด่างดำจะเริ่มดูจางลง ขอบของรอยฝ้าอาจดูเบลอหรือไม่คมชัดเท่าเดิม
- 3 เดือนขึ้นไป: จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด ฝ้าจางลงอย่างมาก และสีผิวโดยรวมดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น
แทนที่จะจ้องมองฝ้าทุกวันและคาดหวังให้มันหายไปทันที ลองเปลี่ยนมุมมองเป็นการ สังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เช่น “สัปดาห์นี้รอยฝ้าดูจางลงกว่าเดือนที่แล้วนะ” หรือ “วันนี้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น” การถ่ายรูปใบหน้าในสภาพแสงเดิมๆ ทุกๆ 2-4 สัปดาห์ก็เป็นวิธีที่ดีในการติดตามความคืบหน้าและเป็นกำลังใจให้ตัวเอง การลดความเครียดและความกดดันในการดูแลผิว จะทำให้คุณมีความสุขกับกระบวนการและสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องจนเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในที่สุด
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ต้องใช้ครีมทาฝ้านานแค่ไหนจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน?
A: โดยทั่วไปจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ในการสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติต้องการเวลา ความสม่ำเสมอในการใช้งานทุกวันเช้าและเย็นร่วมกับครีมกันแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะกำหนดความเร็วในการเห็นผล - Q: ครีมทาฝ้าราคาถูกในช่วง 39 – 199 บาท มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่?
A: ราคาไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มราคานี้หลายชนิดมีส่วนผสมหลักที่มีความเข้มข้นเพียงพอและได้รับการรับรองความปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบรายชื่อส่วนประกอบและเลือกแบรนด์ที่มีรีวิวจากผู้ใช้งานจริงในด้านความอ่อนโยนและผลลัพธ์มากกว่าการตัดสินจากราคาเพียงอย่างเดียว - Q: สามารถใช้ครีมทาฝ้าร่วมกับผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอื่นๆ ได้หรือไม่?
A: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันกับกรดผลไม้ (AHA/BHA) หรือเรตินอลในความเข้มข้นสูงในช่วงแรก เพื่อป้องกันอาการระคายเคืองหรือผิวบางเกินไป หากต้องการใช้ร่วมกัน ควรสลับวันใช้หรือทาคนละช่วงเวลา (เช้า-เย็น) และต้องสังเกตปฏิกิริยาของผิวอย่างใกล้ชิด หากมีอาการแดงหรือแสบควรหยุดใช้ทันที - Q: ทำไมฝ้าจึงกลับมาเป็นซ้ำแม้จะใช้ครีมทาฝ้าอย่างต่อเนื่อง?
A: สาเหตุหลักมักมาจากการป้องกันแสงแดดที่ไม่เพียงพอ รังสี UV และความความร้อนจากสภาพแวดล้อมสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีได้ตลอดเวลา แม้จะใช้ครีมรักษาฝ้าที่ดีเพียงใด หากขาดการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเคร่งครัด ฝ้าก็จะกลับมาปรากฏได้อีก จึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงผิวเสมอ








