สรุปสำคัญ
- ความอ่อนโยนในสภาพอากาศร้อนชื้น: การใช้ AHA BHA ที่มีความเข้มข้นต่ำถึงปานกลางเป็นกุญแจสำคัญในการผลัดเซลล์ผิวและลดเลือนรอยดำจากสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองง่าย แม้ต้องเผชิญกับเหงื่อและความชื้นสูงในแต่ละวัน
- การตรวจสอบความปลอดภัยและของแท้: การตรวจสอบเลขจดแจ้ง อย. ผ่านช่องทางที่เป็นทางการ และการเลือกซื้อจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันผิวจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ปลอม ซึ่งอาจมีส่วนผสมของกรดที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อผิว
- ระยะเวลาที่เห็นผลลัพธ์: โดยทั่วไป รอยสิวที่เคยเป็นสีเข้มจะเริ่มจางลงอย่างสังเกตได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ แต่จำเป็นต้องใช้ควบคู่ไปกับการปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืน
ทำไมรอยสิวถึงจางหายยากในสภาพอากาศร้อนชื้น และ AHA BHA เข้ามาช่วยได้อย่างไร
เคยไหมที่ส่องกระจกแล้วรู้สึกท้อใจกับรอยสิวเก่าที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้า โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนจัดจนเหงื่อออกท่วมตัว ยิ่งทำให้รอยแดงรอยดำดูชัดขึ้นไปอีก ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะในสภาพอากาศร้อนชื้น ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อของเราจะทำงานหนักเป็นพิเศษ ทำให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ เมื่อน้ำมันส่วนเกินรวมตัวกับเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกจากภายนอก จึงเกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ง่าย กลายเป็นวงจรการเกิดสิวและทิ้งรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ยากจะจัดการ

นี่คือจุดที่ AHA (Alpha Hydroxy Acid) และ BHA (Beta Hydroxy Acid) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทะลายวงจรปัญหานี้ ลองนึกภาพตามง่ายๆ:
- AHA ทำหน้าที่เปรียบเสมือนแม่บ้านที่ช่วยทำความสะอาดบนพื้นผิวชั้นนอกสุด (Epidermis) โดยจะเข้าไปคลายพันธะที่ยึดเหนี่ยวเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปอย่างอ่อนโยน เมื่อเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำและมีเม็ดสีเมลานินสะสมอยู่ถูกกำจัดออกไป รอยดำและรอยแดงจากสิวจึงดูจางลง เผยให้เห็นผิวใหม่ที่ดูกระจ่างใสและเรียบเนียนขึ้น
- BHA มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถละลายในไขมันได้ ทำให้สามารถแทรกซึมลึกลงไปทำความสะอาดภายในรูขุมขนได้อย่างหมดจด ช่วย สลายสิ่งอุดตันและความมันส่วนเกิน ที่เป็นต้นตอของการเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบ การใช้ BHA อย่างสม่ำเสมอจึงไม่เพียงแต่ช่วยลดรอยสิวที่มีอยู่ แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่ในอนาคต ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่ทำให้ผิวมันและอุดตันง่าย
ดังนั้น การใช้ AHA และ BHA จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผิวในสภาพอากาศร้อนชื้น เพราะเป็นการจัดการทั้งปัญหาบนพื้นผิวและปัญหาสิวอุดตันที่ต้นตอไปพร้อมๆ กัน
เลือก AHA BHA อย่างไรไม่ให้ผิวแดงลอก และเหมาะกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น
การเลือกผลิตภัณฑ์ AHA BHA ที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาผิวระคายเคือง แดง หรือลอกเป็นขุย โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับความร้อน ความชื้น และเหงื่อที่อาจทำให้ผิวบอบบางลงได้ง่าย หลักการสำคัญคือการเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเลือกสูตรที่ออกแบบมาเพื่อความอ่อนโยน
สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ ความเข้มข้นของกรด สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นหรือมีผิวบอบบางแพ้ง่าย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นต่ำ (AHA ไม่เกิน 5% หรือ BHA ไม่เกิน 1%) เพื่อให้ผิวได้มีเวลาปรับตัว การเริ่มต้นด้วยเปอร์เซ็นต์ต่ำๆ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศชื้นจัดอย่างฤดูฝน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ผิวจะระคายเคืองจากความอับชื้นและการเสียดสีได้ดี
นอกจากความเข้มข้นแล้ว ค่า pH ของผลิตภัณฑ์ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพควรมีค่า pH อยู่ในช่วง 3-4 ซึ่งเป็นระดับที่กรดสามารถทำงานผลัดเซลล์ผิวได้ดี แต่ไม่เป็นกรดรุนแรงจนทำร้ายเกราะป้องกันผิว นอกจากนี้ ควรเลือกสูตรที่ มีส่วนผสมช่วยปลอบประโลมและให้ความชุ่มชื้น มาด้วย เช่น สารสกัดจากว่านหางจระเข้, ใบบัวบก (Centella Asiatica), ไฮยาลูรอนิกแอซิด หรือไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ส่วนผสมเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสการอักเสบและป้องกันไม่ให้ผิวแห้งตึงหลังการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย
สุดท้ายคือ เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ ในอากาศร้อนชื้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบา เช่น รูปแบบน้ำ (Toner), โลชั่น หรือเซรั่มที่ซึมซาบเร็วและไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว เพื่อความสบายผิวและป้องกันการอุดตันเพิ่มเติม
ตารางเปรียบเทียบอย่างย่อ
| ประเภทความเข้มข้น | ความเหมาะสมกับผิว | ข้อดีในอากาศร้อนชื้น | ช่วงราคาโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| ความเข้มข้นต่ำ (ไม่เกิน 5%) | ผิวแพ้ง่าย ผู้ที่ไม่เคยใช้กรดผลัดเซลล์ผิว | เนื้อสัมผัสเบาบาง ไม่เหนอะหนะ ใช้ได้บ่อยโดยไม่ผิวบาง | 300 – 600 ฿ |
| ความเข้มข้นปานกลาง (5-10%) | ผิวธรรมดา ผิวผสมที่มีรอยสิวชัดเจน | ช่วยลดรอยดำได้ตรงจุด ยังคงความชุ่มชื้นไม่ทำให้ผิวแห้งตึง | 600 – 1,200 ฿ |
| ความเข้มข้นสูง (10% ขึ้นไป) | ผิวด้าน ผิวที่ทนทานต่อกรดได้ดี | เห็นผลรอยสิวเร็ว แต่ต้องระวังเรื่องความมันบนใบหน้าในอากาศร้อน | 1,200 – 2,500 ฿ |
วิธีเช็ก อย. และสังเกตสินค้าปลอมเพื่อปกป้องผิวไม่ให้พังซ้ำซ้อน
ในยุคที่การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ความเสี่ยงที่จะเจอผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบหรือของปลอมก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีส่วนผสมออกฤทธิ์ (Active Ingredients) อย่าง AHA และ BHA ซึ่งหากเป็นของปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีค่าความเป็นกรดที่รุนแรงเกินไปหรือมีส่วนผสมอันตรายปนเปื้อน ส่งผลให้ผิวหน้าไหม้ เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง และทำให้รอยสิวเดิมเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับแสงแดดที่รุนแรง
เพื่อความปลอดภัยของผิวคุณ การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้มั่นใจว่าเป็นของแท้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด โดยสามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
- ตรวจสอบเลขจดแจ้ง อย.: ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานทุกชิ้นจะต้องมี เลขที่ใบรับจดแจ้ง (หรือที่เรียกกันว่าเลข อย.) ซึ่งเป็นตัวเลข 13 หลักปรากฏอยู่บนฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ คุณสามารถนำเลขดังกล่าวไปตรวจสอบได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์ "ระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์" ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือผ่านแอปพลิเคชัน "Oryor Smart Application" เพื่อเช็กว่าข้อมูลผลิตภัณฑ์ตรงกับที่จดแจ้งไว้หรือไม่
- สังเกตบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด: สินค้าของแท้มักมีบรรจุภัณฑ์ที่พิมพ์ออกมาคมชัด สีสันถูกต้องตามที่แบรนด์กำหนด ตัวอักษรไม่เบลอหรือผิดเพี้ยน ลองเปรียบเทียบกับภาพจากเว็บไซต์ทางการของแบรนด์โดยตรง นอกจากนี้ ให้สังเกต รหัสการผลิต (Lot Number) และวันที่ผลิต/หมดอายุ ซึ่งต้องพิมพ์มาอย่างชัดเจนและไม่สามารถลบออกได้ง่าย
- ซื้อจากช่องทางที่น่าเชื่อถือ: วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการซื้อสินค้าจาก ร้านค้าทางการของแบรนด์ (Official Store) บนแพลตฟอร์ม E-commerce ที่คุณไว้วางใจ, เคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อจากร้านค้ารายย่อยที่ไม่รู้จัก หรือร้านที่จำหน่ายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าปกติอย่างน่าสงสัย เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นของปลอม
การสละเวลาตรวจสอบสักนิด ดีกว่าต้องมาเสียใจกับปัญหาผิวที่อาจตามมาในระยะยาว การลงทุนกับผลิตภัณฑ์ของแท้คือการลงทุนเพื่อสุขภาพผิวที่ดีของคุณเอง
ตารางการใช้ AHA BHA ให้เห็นผลรอยสิวจางลงทันก่อนงานสังคม
หากคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต้องการให้ผิวดูดีขึ้นเพื่อไปงานสำคัญในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า การวางแผนการใช้ AHA BHA อย่างเป็นระบบจะช่วยให้คุณเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและทันเวลาได้ การผลัดเซลล์ผิวต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ โดยทั่วไปแล้ว วงจรการผลัดผิวจะใช้เวลาประมาณ 28 วัน ดังนั้นการวางแผนล่วงหน้า 4-8 สัปดาห์จึงเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนอยู่เสมอคือ AHA และ BHA ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เฉพาะในตอนกลางคืนเท่านั้น และในตอนเช้าของทุกวัน ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือไม่ก็ตาม จำเป็นต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ และ PA++++ เพื่อปกป้องผิวจากการกระตุ้นของรังสียูวี ซึ่งอาจทำให้รอยสิวเข้มขึ้นและบั่นทอนประสิทธิภาพของสกินแคร์ที่คุณใช้
แผนการดูแลผิวเพื่อลดรอยสิวใน 4-8 สัปดาห์:
| สัปดาห์ที่ | แผนการใช้ AHA/BHA (สำหรับผู้เริ่มต้น) | ข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 1-2 | ช่วงปรับสภาพผิว: ใช้ผลิตภัณฑ์ความเข้มข้นต่ำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ (เช่น คืนวันจันทร์, พุธ, ศุกร์) ในปริมาณน้อยเท่าเมล็ดถั่ว ทาทั่วใบหน้าหลังล้างหน้าและเช็ดให้แห้ง | – ทาครีมกันแดดทุกเช้า<br>- เน้นใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว<br>- งดการสครับผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวตัวอื่นร่วมด้วย |
| สัปดาห์ที่ 3-4 | ช่วงเพิ่มความถี่: หากผิวไม่แสดงอาการระคายเคือง สามารถเพิ่มความถี่เป็นวันเว้นวันได้ สังเกตการตอบสนองของผิวอย่างใกล้ชิด | – ทาครีมกันแดดทุกเช้า (ห้ามขาด!)<br>- อาจเริ่มเห็นสิวอุดตันที่อยู่ใต้ผิวถูกดันขึ้นมา (Purging) ซึ่งเป็นเรื่องปกติ<br>- หากรู้สึกผิวแห้ง ให้ลดความถี่ลง |
| สัปดาห์ที่ 5-6 | ช่วงคงที่: ใช้ต่อเนื่องวันเว้นวัน หรือทุกคืนหากผิวแข็งแรงและปรับตัวได้ดีแล้ว รอยสิวเก่าจะเริ่มดูจางลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น | – ทาครีมกันแดดทุกเช้าและทาซ้ำระหว่างวัน หากมีเหงื่อออกมากหรืออยู่กลางแจ้งนาน<br>- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ในวันที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหนักๆ |
| สัปดาห์ที่ 7-8 | ช่วงประเมินผล: รอยดำ รอยแดงควรจางลงอย่างเห็นได้ชัด ผิวโดยรวมดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้น สามารถคงความถี่ในการใช้ที่เหมาะสมกับผิวต่อไปได้ | – ทาครีมกันแดดทุกเช้าอย่างเคร่งครัด<br>- ก่อนถึงวันงาน 2-3 วัน อาจหยุดใช้ชั่วคราวเพื่อลดความเสี่ยงการระคายเคือง และเน้นการบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นเต็มที่ |
แยกให้ออกระหว่าง "ผิวกำลังปรับตัว" กับ "ผิวระคายเคือง" จาก AHA BHA
หนึ่งในความสับสนที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้ที่เริ่มใช้กรดผลัดเซลล์ผิวคือ ไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นบนใบหน้าคือ “การปรับตัวของผิว” (Skin Purging) ที่เป็นสัญญาณที่ดี หรือ “การระคายเคือง” (Irritation) ที่เป็นสัญญาณเตือนให้หยุดใช้ การแยกแยะสองอาการนี้ออกจากกันได้จะช่วยให้คุณดูแลผิวได้อย่างถูกต้องและไม่ทำร้ายผิวโดยไม่จำเป็น
Skin Purging (ผิวกำลังปรับตัว หรือ การดันสิว)
- ลักษณะอาการ: การใช้ AHA/BHA จะเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ทำให้สิวอุดตันที่ซ่อนอยู่ใต้ผิว (Microcomedones) ถูกดันขึ้นมาบนผิวหนังเร็วขึ้น สิวที่เกิดขึ้นจึงมักเป็น สิวอุดตันหัวขาว สิวอักเสบเม็ดเล็กๆ หรือสิวหัวหนอง
- บริเวณที่เกิด: มักจะเกิดขึ้นใน บริเวณเดิมๆ ที่คุณเคยเป็นสิวอยู่เป็นประจำ เช่น หน้าผาก คาง หรือข้างแก้ม
- ระยะเวลา: สิวที่เกิดจากการ Purging จะหายเร็วกว่าสิวปกติ โดยทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายใน 2-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นผิวจะเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- วิธีรับมือ: หากมั่นใจว่าเป็นอาการ Purging ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่อไปตามปกติ แต่ลดความถี่ลงเล็กน้อยหากรู้สึกว่าสิวขึ้นเยอะเกินไป พร้อมกับเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลอบประโลมผิวและแต้มสิวเฉพาะจุด
Irritation (ผิวระคายเคือง หรือ อาการแพ้)
- ลักษณะอาการ: ผิวจะมีอาการ แดง แสบ คัน ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกตึงผิวผิดปกติ ในบางกรณีอาจเกิดผื่นแดงเล็กๆ คล้ายผด
- บริเวณที่เกิด: อาการระคายเคืองสามารถเกิดขึ้นได้ ทั่วทั้งใบหน้า หรือในบริเวณที่ไม่เคยเป็นสิวมาก่อน เช่น รอบดวงตา หรือบริเวณผิวที่บอบบาง
- ระยะเวลา: อาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นทันทีหลังใช้ หรือภายใน 24 ชั่วโมง และ จะไม่ดีขึ้นหากยังคงใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อไป
- วิธีรับมือ: ให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที! พักหน้าจากการใช้ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ทุกชนิด และหันมาเน้นการดูแลที่เรียบง่ายที่สุด คือการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ทามอยส์เจอไรเซอร์ที่ช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผิวกลับมาแข็งแรงแล้วจึงค่อยพิจารณาเริ่มใช้ใหม่ด้วยความเข้มข้นที่ต่ำลงหรือผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนกว่าเดิม
การสังเกตผิวของตัวเองอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่สุด หากไม่แน่ใจ ควรหยุดใช้ไว้ก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัย
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: สามารถใช้เซรั่ม AHA BHA ทุกวันในสภาพอากาศร้อนชื้นได้หรือไม่?
A: หากคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นต่ำและผิวของคุณได้ผ่านช่วงปรับตัวมาแล้ว การใช้ทุกคืนสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษและผิวผลิตน้ำมันออกมามาก ควรพิจารณาลดความถี่ลงเหลือวันเว้นวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกรบกวนมากเกินไปและลดความเสี่ยงที่เหงื่อจะทำให้เกิดการระคายเคืองร่วมด้วย การฟังเสียงผิวของตัวเองคือสิ่งที่ดีที่สุด - Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าผิวกำลังผลัดเซลล์ผิวปกติ หรือกำลังแพ้และระคายเคือง?
A: สังเกตง่ายๆ คือ หากเป็นอาการผิวปรับตัว (Purging) สิวที่ขึ้นมามักเป็นสิวเม็ดเล็กๆ ในบริเวณที่คุณเป็นสิวซ้ำๆ อยู่แล้ว และจะยุบหายไปค่อนข้างเร็ว แต่หากเป็นอาการระคายเคือง (Irritation) ผิวจะแสดงอาการแดง แสบคัน หรือลอกเป็นขุยในวงกว้าง หรือเกิดผื่นในบริเวณที่ไม่เคยเป็นสิวมาก่อน หากเป็นกรณีหลังนี้ คุณควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีและหันไปเน้นการบำรุงให้ผิวแข็งแรง - Q: มีวิธีตรวจสอบเลข อย. และซื้ออย่างไรให้มั่นใจว่าเป็นของแท้ 100%?
A: วิธีที่แน่นอนที่สุดคือการนำเลขที่ใบรับจดแจ้ง 13 หลักที่อยู่บนกล่องผลิตภัณฑ์ไปตรวจสอบในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของ อย. โดยตรง และเพื่อความมั่นใจสูงสุด ควรเลือกซื้อจากช่องทางจำหน่ายที่เป็นทางการของแบรนด์ เช่น ร้านค้า Official บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อถือได้ เคาน์เตอร์แบรนด์ หรือร้านค้าตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง ควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ไม่น่าเชื่อถือซึ่งขายในราคาถูกกว่าปกติมาก เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นของปลอม - Q: ต้องใช้นานกี่สัปดาห์ถึงจะเห็นว่ารอยสิวสีเข้มจางลงอย่างชัดเจน?
A: โดยทั่วไปแล้ว คุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่ารอยสิวจางลงและผิวโดยรวมดูกระจ่างใสขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์ของการใช้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มและความลึกของรอยสิวนั้นๆ รวมถึงสภาพผิวของแต่ละบุคคล ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้นคือ การทาครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงทุกวัน เพราะแสงแดดในสภาพอากาศบ้านเราเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้รอยสิวเข้มขึ้นและหายช้าลง







