สรุปสำคัญ
- การเลือกเฉดสีที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญ: การเข้าใจโทนผิว (Undertone) และการใช้คอลเลคเตอร์สีพีชหรือส้มอ่อนช่วยแก้ปัญหารอยคล้ำได้ดีกว่าการใช้สีขาวหรือสีสว่างเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้ใต้ตาดูเป็นสีเทาและหมองคล้ำกว่าเดิม
- เนื้อผลิตภัณฑ์ต้องสมดุลกับความชุ่มชื้น: ในสภาพอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา สูตรคอนซีลเลอร์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนหรือวิตามินอีจะช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์ตกร่องลึก ในขณะที่ยังคงความติดทนนานตลอดวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เทคนิคการลงรองพื้นมีผลต่อความเรียบเนียน: การใช้คอนซีลเลอร์ในปริมาณน้อยๆ เฉพาะจุด และเซ็ตด้วยแป้งฝุ่นละเอียดอย่างเบามือ เป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยลดปัญหาเนื้อผลิตภัณฑ์สะสมในริ้วรอยเล็กๆ ใต้ตา ทำให้ผิวดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ
ทำความเข้าใจสาเหตุของรอยคล้ำและลักษณะผิวใต้ตา
เคยไหมที่ตื่นนอนตอนเช้า ส่องกระจกแล้วต้องถอนหายใจกับรอยคล้ำใต้ตาที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและไม่สดใส แม้ว่าจะพยายามนอนให้เต็มอิ่มแล้วก็ตาม? ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการพักผ่อนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม ที่ทำให้ผิวบริเวณใต้ตาบางกว่าปกติจนเห็นเส้นเลือดได้ชัดเจน โครงสร้างกระดูกเบ้าตาที่ลึก หรือแม้กระทั่งการสูญเสียคอลลาเจนตามวัย
สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือผลกระทบของสภาพอากาศ ผิวบริเวณใต้ตาเป็นส่วนที่บอบบางและไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ในสภาพอากาศที่ร้อนและมีความชื้นสูง ผิวของเรามักจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายผ่านการระเหยของน้ำ แม้ภายนอกจะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะก็ตาม การสูญเสียความชุ่มชื้นนี้เองที่ทำให้ ริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines) บริเวณใต้ตาปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อเราพยายามใช้เมคอัพเพื่อปกปิดรอยคล้ำ เนื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมจึงมักเข้าไปสะสมและตกร่อง ทำให้ปัญหาดูแย่ลงกว่าเดิม การเข้าใจถึงต้นตอและลักษณะเฉพาะของผิวใต้ตาจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเลือกคอนซีลเลอร์ที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาขั้นตอนที่ซับซ้อนหรือเสียเวลาในช่วงเช้าที่เร่งรีบ
หลักการเลือกเฉดสีคอนซีลเลอร์ให้เข้ากับโทนผิว
การเลือกคอนซีลเลอร์ที่ผิดเบอร์คือสาเหตุหลักที่ทำให้ใต้ตาดูเทาหรือลอยออกมาอย่างเห็นได้ชัด แทนที่จะสว่างสดใส หลายคนมักเข้าใจผิดว่าต้องเลือกสีที่สว่างกว่าผิวมากๆ เพื่อกลบรอยคล้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กุญแจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจ “โทนสีผิว” (Undertone) ของตัวเองเสียก่อน ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท:
- โทนอุ่น (Warm Undertone): เส้นเลือดที่ข้อมือจะเห็นเป็นสีเขียว ผิวจะดูดีเมื่อใส่เครื่องประดับสีทอง

- โทนเย็น (Cool Undertone): เส้นเลือดที่ข้อมือจะเห็นเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง ผิวจะดูผ่องเมื่อใส่เครื่องประดับสีเงิน
- โทนกลาง (Neutral Undertone): เส้นเลือดที่ข้อมือมีทั้งสีเขียวและสีน้ำเงินปนกัน สามารถใช้เครื่องประดับได้ทั้งสีทองและสีเงิน
เมื่อทราบโทนสีผิวของตัวเองแล้ว หลักการต่อไปคือการใช้ ทฤษฎีสีคู่ตรงข้าม เพื่อ neutralize หรือปรับแก้สีของรอยคล้ำให้ดูจางลงก่อน รอยคล้ำใต้ตามักจะมีโทนสีน้ำเงิน ม่วง หรือน้ำตาล การใช้คอนซีลเลอร์สีสว่างทาทับลงไปตรงๆ จึงเหมือนการผสมสีที่ทำให้เกิดเป็นสีเทาหม่นๆ ขึ้นมาแทน
ทางแก้คือการใช้ “คอลเลคเตอร์” (Color Corrector) ที่มีสีตรงข้ามเข้ามาช่วย
- สำหรับรอยคล้ำโทน ม่วง/น้ำเงิน: ควรใช้คอลเลคเตอร์ที่มี สีพีช (Peach) หรือสีส้มอ่อน (Salmon) เพื่อตัดความคล้ำนั้นออกไป
- สำหรับรอยคล้ำโทน น้ำตาล: อาจต้องใช้คอลเลคเตอร์ที่มี สีเหลือง เข้ามาช่วยปรับให้สว่างขึ้น
หลังจากลงคอลเลคเตอร์บางๆ เฉพาะบริเวณที่คล้ำที่สุดแล้ว ค่อยทับด้วยคอนซีลเลอร์ที่มีเฉดสี สว่างกว่าสีผิวจริงประมาณ 1 เฉด และมีโทนสีที่ตรงกับ Undertone ของเรา วิธีนี้จะช่วยให้การปกปิดดูเป็นธรรมชาติ เรียบเนียนไปกับผิว และไม่ทำให้ใต้ตาดูเป็นวงสีเทา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีผิวสีแทนหรือผิวสองสี การเลือกใช้คอลเลคเตอร์สีส้มจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน
Quick Comparison: การเลือกสีแก้ไขรอยคล้ำตามระดับความเข้ม
| ระดับรอยคล้ำ | สีคอนซีลเลอร์แนะนำ (Color Corrector) | คอนซีลเลอร์ทับหน้า (Skin Tone Match) | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| รอยคล้ำเล็กน้อย (สีม่วงอ่อน) | พีชอ่อน (Light Peach) | สีเบจอ่อนหรือสีผิวจริง | หลีกเลี่ยงสีขาวบริสุทธิ์เพราะจะดูลอย |
| รอยคล้ำปานกลาง (สีน้ำเงิน/ม่วง) | ส้มอ่อน (Salmon/Light Orange) | สีเบจอมชมพูหรือสีผิวจริง | ต้องเกลี่ยให้บางเพื่อไม่ให้ดูหนา |
| รอยคล้ำมาก (สีน้ำตาลเข้ม/ม่วงเข้ม) | ส้มอิฐหรือแดงอ่อน (Deep Orange) | สีเบจเข้มหรือสีผิวจริง+1 เฉด | ต้องเซ็ตแป้งอย่างดีเพื่อป้องกันการเลื่อนไหล |
เลือกเนื้อสูตรอย่างไรให้ไม่ตกร่องในอากาศร้อนชื้น
นอกจากการเลือกเฉดสีที่ถูกต้องแล้ว การเลือกเนื้อสัมผัสหรือ “สูตร” ของคอนซีลเลอร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวและสภาพอากาศก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นที่เหงื่อและความมันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความติดทนของเมคอัพ คอนซีลเลอร์ในท้องตลาดมีเนื้อสัมผัสหลักๆ 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป
- เนื้อลิควิด (Liquid Concealer): เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีลักษณะเป็นของเหลว ใช้งานง่าย ให้การปกปิดตั้งแต่บางเบาไปจนถึงสูงสุด เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว แต่ต้องเลือกสูตรให้ดี ในอากาศร้อน ควรเลือกสูตร “Hydrating” แต่ “Oil-Free” หรือ “Non-greasy” ที่มีส่วนผสมช่วยเติมความชุ่มชื้น เช่น กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) หรือวิตามินอี (Vitamin E) เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์แห้งแตกและตกร่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งความมันวาวจนเกินไป เพราะอาจทำให้ไหลเยิ้มระหว่างวันได้
- เนื้อครีม (Cream Concealer): มักมาในรูปแบบตลับหรือพาเลท มีเนื้อที่เข้มข้นกว่าแบบลิควิด ให้การปกปิดสูง เหมาะสำหรับรอยคล้ำที่ชัดเจนมาก หรือใช้ในงานที่ต้องการความเป๊ะเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม เนื้อครีมมักจะมีความหนาและอาจ ตกร่องได้ง่ายกว่า หากลงในปริมาณที่มากเกินไป หรือไม่ได้เตรียมผิวให้ชุ่มชื้นเพียงพอ ในสภาพอากาศร้อน ควรใช้ในปริมาณน้อยมากๆ และวอร์มเนื้อผลิตภัณฑ์บนหลังมือก่อนลงบนผิวเพื่อให้เกลี่ยง่ายขึ้น
- เนื้อสติ๊ก (Stick Concealer): มีลักษณะเป็นแท่ง ใช้งานสะดวกและพกพาง่าย ให้การปกปิดระดับปานกลางถึงสูง เนื้อสัมผัสค่อนข้างแห้งและหนา จึงอาจไม่เหมาะกับคนที่มีผิวใต้ตาแห้งหรือมีริ้วรอยเยอะ เพราะจะยิ่งเน้นให้เห็นชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม คอนซีลเลอร์แบบสติ๊กบางรุ่นก็ถูกพัฒนาให้มีเนื้อที่นุ่มลื่นขึ้น เหมาะสำหรับใช้เติมระหว่างวันเฉพาะจุดเล็กๆ
สำหรับสภาพอากาศบ้านเรา สูตรลิควิดที่ให้ความชุ่มชื้นแต่เซ็ตตัวเป็นเนื้อแมตต์ที่ไม่แห้งตึง คือตัวเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด การเลือกสูตรที่แห้งเร็วเกินไปอาจดูดความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ริ้วรอยใต้ตาชัดเจนขึ้น ในทางกลับกัน สูตรที่ชุ่มชื้นเกินไปก็อาจละลายไปกับเหงื่อได้ง่าย ช่วงราคาของคอนซีลเลอร์ตั้งแต่ 220 ฿ ถึง 1,550 ฿ มักสะท้อนถึงความเข้มข้นของสารบำรุงและเทคโนโลยีการยึดเกาะผิว ยิ่งราคาสูงก็มักจะมาพร้อมกับส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวใต้ตาไปในตัวและมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่นไปตามการเคลื่อนไหวของผิว ทำให้ติดทนและไม่ตกร่องได้ดีกว่า
เทคนิคการลงคอนซีลเลอร์ฉบับเร่งด่วนตอนเช้า
การมีคอนซีลเลอร์ที่ดีอยู่ในมืออาจยังไม่เพียงพอ หากขาดเทคนิคการลงที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าที่ทุกนาทีมีค่า การลงคอนซีลเลอร์อย่างถูกวิธีจะช่วยประหยัดเวลาและให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ลองทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้ดู
- เตรียมผิวให้พร้อมเสมอ: ขั้นตอนนี้สำคัญมากและห้ามข้ามเด็ดขาด หลังจากล้างหน้า ให้ใช้ อายครีมเนื้อบางเบา แตะเบาๆ รอบดวงตา รอสักครู่ (ประมาณ 30-60 วินาที) เพื่อให้ครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างเต็มที่ การเตรียมผิวให้ชุ่มชื้นจะช่วยลดโอกาสที่คอนซีลเลอร์จะตกร่องและทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์เกลี่ยง่ายขึ้น
- ลงเฉพาะจุด ไม่ใช่ทั้งเบ้าตา: นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด การทาคอนซีลเลอร์เป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำขนาดใหญ่ใต้ตาอาจได้ผลสำหรับบางคน แต่สำหรับลุคที่รวดเร็วและเป็นธรรมชาติ ให้ใช้ปลายแอพพลิเคเตอร์แต้มคอนซีลเลอร์ เฉพาะบริเวณที่คล้ำที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นบริเวณหัวตาและร่องน้ำตา จากนั้นแต้มเป็นจุดเล็กๆ ตามแนวรอยคล้ำ การใช้ปริมาณน้อยๆ จะช่วยให้ควบคุมการปกปิดได้ดีกว่าและไม่ดูหนาเตอะ
- ใช้นิ้วมือหรือฟองน้ำเพื่อการเกลี่ยที่แนบสนิท: สำหรับการเกลี่ยในสภาพอากาศร้อน ความร้อนจากปลายนิ้วนาง คือเครื่องมือที่ดีที่สุด ค่อยๆ ใช้นิ้วนาง (ซึ่งเป็นนิ้วที่มีแรงกดน้อยที่สุด) แตะเบาๆ (Tap, don’t rub!) เพื่อให้เนื้อคอนซีลเลอร์ละลายและผสานเข้ากับผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากต้องการความเนี๊ยบขึ้นมาอีกระดับ สามารถใช้ฟองน้ำแต่งหน้ารูปไข่ชุบน้ำหมาดๆ กดซับเบาๆ เพื่อเก็บรายละเอียดและซับความมันส่วนเกินออกไป
- เซ็ตด้วยแป้งฝุ่นอย่างเบามือ: เพื่อให้คอนซีลเลอร์ติดทนนานตลอดวันและไม่เคลื่อนตัว ควรเซ็ตด้วยแป้งฝุ่นโปร่งแสง (Translucent Powder) ที่มีเนื้อละเอียดมากๆ เทคนิคคือ ให้ใช้แปรงพุ่มเล็กๆ แตะแป้งเล็กน้อย เคาะส่วนเกินออก แล้วค่อยๆ กดเบาๆ ลงบนบริเวณที่ลงคอนซีลเลอร์ไว้ หรืออาจจะลองเทคนิค “Baking” แบบเบาๆ โดยใช้พัฟหรือฟองน้ำกดแป้งลงไปเยอะหน่อย ทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วใช้แปรงสะอาดปัดส่วนเกินออก วิธีนี้จะช่วยล็อคคอนซีลเลอร์ให้อยู่ทนทั้งวันโดยไม่ทำให้ใต้ตาดูแห้งหรือหนา
การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถปกปิดรอยคล้ำใต้ตาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ได้ผลลัพธ์ที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติ พร้อมสำหรับวันใหม่ในเวลาไม่กี่นาที
การดูแลรักษาและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เพื่อให้คอนซีลเลอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและไม่สร้างปัญหาผิวอื่นๆ ตามมา เราควรหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและใส่ใจกับการดูแลรักษาอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ให้ดีอยู่เสมอ นี่คือข้อผิดพลาดและคำแนะนำที่ควรรู้
ข้อผิดพลาดที่ทำให้คอนซีลเลอร์ดูแย่ลง:
- ลงรองพื้นหนาเกินไปก่อนลงคอนซีลเลอร์: การลงรองพื้นทั่วใบหน้าหนาเกินไปจะทำให้เกิดชั้นผลิตภัณฑ์ที่หนาเตอะ เมื่อลงคอนซีลเลอร์ทับอีกชั้นก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการตกร่องและดูไม่เป็นธรรมชาติ ควรลงรองพื้นบางๆ ก่อน แล้วค่อยใช้คอนซีลเลอร์เพิ่มการปกปิดเฉพาะจุดที่ต้องการ
- ไม่รอให้สกินแคร์เซ็ตตัว: ความใจร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของเมคอัพที่เรียบเนียน การลงคอนซีลเลอร์ทันทีหลังจากทาอายครีมหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ จะทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์ผสมปนเปกัน ไม่ยึดเกาะผิว และอาจเป็นคราบได้ ควรให้เวลาสกินแคร์ซึมเข้าสู่ผิวอย่างน้อย 1-2 นาทีก่อนเริ่มแต่งหน้า
- ถูหรือปาดคอนซีลเลอร์: การใช้คอนซีลเลอร์แล้วถูไปมาไม่เพียงแต่จะทำให้การปกปิดลดลง แต่ยังเป็นการรบกวนผิวบอบบางใต้ตาและอาจทำให้เกิดริ้วรอยได้ในระยะยาว ควรใช้วิธี กดหรือแตะเบาๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ผสานเข้ากับผิว
- ใช้สีเดียวสำหรับทุกปัญหา: การใช้คอนซีลเลอร์สีสว่างเพียงสีเดียวเพื่อปกปิดทั้งรอยคล้ำใต้ตาและรอยสิว อาจทำให้รอยสิวดูนูนและเด่นขึ้น ควรมีคอนซีลเลอร์อย่างน้อย 2 เฉด คือสีที่สว่างกว่าผิวสำหรับใต้ตา และสีที่พอดีกับผิวสำหรับปกปิดรอยสิวหรือรอยแดง
การดูแลรักษาผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์:
- ทำความสะอาดแปรงและฟองน้ำเป็นประจำ: แปรงและฟองน้ำคือแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ผลิตภัณฑ์เก่า และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว การใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดอาจทำให้เกิดสิว การระคายเคือง และทำให้สีของคอนซีลเลอร์เพี้ยนได้ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- ปิดฝาให้สนิทและเก็บให้ห่างจากความร้อน: อากาศและความร้อนคือตัวการที่ทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสำอางสั้นลง โดยเฉพาะคอนซีลเลอร์เนื้อลิควิดและเนื้อครีมที่อาจแห้งหรือแยกชั้นได้ ควรปิดฝาให้สนิททุกครั้งหลังใช้งาน และเก็บในที่แห้งและเย็น ห่างจากแสงแดดโดยตรง
การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากคอนซีลเลอร์แท่งโปรดได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีผิวใต้ตาที่ดูสดใสเรียบเนียนได้ทุกวัน
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: คอนซีลเลอร์จะติดทนได้นานแค่ไหนในสภาพอากาศร้อนและมีความชื้นสูง?
A: โดยทั่วไปคอนซีลเลอร์คุณภาพดีจะติดทนได้ 8-12 ชั่วโมง หากเตรียมผิวดีและเซ็ตด้วยแป้งที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในวันที่อากาศร้อนจัดหรือมีเหงื่อออกมาก อาจจำเป็นต้องแตะเติมบางๆ ในช่วงบ่ายเพื่อคงความสดชื่น การเลือกใช้สูตรที่ระบุว่า “Long-wearing” หรือ “Water-resistant” จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น - Q: ทำไมคอนซีลเลอร์ที่ซื้อมาถึงทำให้ใต้ตาดูเป็นสีเทาหรือหมอง?
A: ปัญหานี้มักเกิดจากการเลือกเฉดสีที่ขาวเกินไปหรือมีโทนเย็น (Cool tone) มากเกินไปสำหรับผิวของคุณ เมื่อสีสว่างๆ ไปผสมกับรอยคล้ำโทนน้ำเงินหรือม่วงจึงเกิดเป็นสีเทา การแก้ปัญหาคือการใช้คอลเลคเตอร์สีพีชหรือส้มอ่อนทับรอยคล้ำก่อน แล้วค่อยทับด้วยคอนซีลเลอร์สีที่ใกล้เคียงผิวจริงซึ่งมีโทนอุ่นหรือกลาง - Q: สามารถใช้คอนซีลเลอร์ปกปิดรอยคล้ำโดยไม่ต้องลงรองพื้นได้หรือไม่?
A: ได้ และเป็นวิธีที่นิยมสำหรับลุคธรรมชาติหรือในวันที่เร่งด่วน เพียงแค่แน่ใจว่าได้บำรุงผิวใต้ตาให้ดีแล้ว และเลือกคอนซีลเลอร์ที่มีเนื้อบางเบา เกลี่ยขอบให้กลมกลืนกับผิวรอบข้างเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด เทคนิคคือการเลือกสีคอนซีลเลอร์ให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริงมากที่สุดเพื่อไม่ให้ดูโดดออกมา - Q: ควรลงคอนซีลเลอร์ก่อนหรือหลังลงแป้ง foundation?
A: โดยทั่วไปแนะนำให้ลงหลังจากลง Foundation (รองพื้น) บางๆ แล้ว เพราะหากลงคอนซีลเลอร์ก่อน การเกลี่ยรองพื้นอาจไปปาดหรือเช็ดเนื้อคอนซีลเลอร์ที่ลงไว้ออก ทำให้ประสิทธิภาพในการปกปิดลดลงและเป็นการสิ้นเปลืองผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นหากคุณใช้ Color Corrector ที่มีสีเข้มมากๆ เช่น สีส้มอิฐ ซึ่งอาจลงก่อนรองพื้นเพื่อกลบสีเฉพาะจุด แล้วค่อยใช้รองพื้นและคอนซีลเลอร์สีผิวทับอีกชั้นอย่างเบามือ







