สรุปสำคัญ
- ความจุในการกำจัดความชื้นคือปัจจัยหลัก: เลือกเครื่องที่มีระบบระบายอากาศหรือเทคโนโลยีควบแน่นประสิทธิภาพสูง เพื่อจัดการกับเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มจากสภาพอากาศร้อนชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกรุ่นที่เหมาะสมจะช่วยให้ผ้าแห้งสนิทและพร้อมใช้งานเสมอ
- ฟังก์ชันลดความชื้นในตัวช่วยยืดอายุการใช้งาน: เครื่องที่มีโหมดเฉพาะสำหรับสภาพอากาศชื้นจะช่วยป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับฝังลึกในเนื้อผ้าได้ดีกว่าการตากธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน
- พิจารณาประเภทเครื่องตามงบประมาณและความคุ้มค่า: มีตัวเลือกหลากหลายตั้งแต่รุ่นประหยัดราคาเริ่มต้นหลักร้อยไปจนถึงรุ่นพรีเมียมที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับความชื้น ช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้ตามความจำเป็นและงบประมาณที่มีอยู่จริง
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า



![[Lazada Exclusive] Hitachi ฮิตาชิ เครื่องซักผ้าฝาหน้า 10.5 กก./อบ 7กก. Front Loading Washer Dryer...](https://th-live.slatic.net/p/c36d13a5258bb8ed09231a0eefab23ca.jpg)

ทำไมผ้าถึงไม่แห้งและมีกลิ่นอับในช่วงฤดูฝน?
เคยสงสัยไหมว่าทำไมในช่วงฤดูฝน การตากผ้าถึงกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ แม้จะตากทิ้งไว้ทั้งวัน ผ้าก็ยังคงรู้สึกชื้นและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดมาด้วย ปัญหานี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย หัวใจสำคัญของปัญหานี้คือ ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ในอากาศ
ในช่วงที่ฝนตกหรือมีเมฆมาก อากาศรอบตัวเราจะเต็มไปด้วยไอน้ำปริมาณมหาศาล หรือที่เรียกว่ามีค่าความชื้นสัมพัทธ์สูง กระบวนการที่ทำให้ผ้าแห้งคือการที่น้ำในใยผ้าระเหยกลายเป็นไอไปในอากาศ แต่เมื่ออากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำอยู่แล้ว พื้นที่ว่างสำหรับไอน้ำใหม่ที่ระเหยจากเสื้อผ้าจึงมีน้อยลงอย่างมาก ผลลัพธ์ก็คือ กระบวนการระเหยเกิดขึ้นได้ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลยในวันที่อากาศชื้นจัด
เมื่อเสื้อผ้าเปียกชื้นเป็นเวลานานเกินไป สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้นแฉะบนใยผ้าจะกลายเป็นสวรรค์ของแบคทีเรียและเชื้อรา สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จะเจริญเติบโตและทวีคูณอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระบวนการเผาผลาญของพวกมันนี่เองที่สร้างสารระเหยและก่อให้เกิด “กลิ่นอับ” ที่เราคุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ยังไม่แห้งสนิทอาจนำไปสู่ปัญหาผิวหนัง เช่น การระคายเคือง ผดผื่น หรือการติดเชื้อราได้ การตากผ้าในที่ร่มโดยไม่มีลมถ่ายเทเพียงพอยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะเป็นการจำกัดการระบายอากาศและกักเก็บความชื้นไว้กับเสื้อผ้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีตัวช่วยอย่างเครื่องอบผ้าจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับครัวเรือนในสภาพอากาศแบบนี้
ประเภทของเครื่องอบผ้า: แบบใดเหมาะกับสภาพอากาศชื้นที่สุด?
เมื่อตัดสินใจที่จะลงทุนกับเครื่องอบผ้าแล้ว คำถามต่อไปคือควรจะเลือกประเภทไหนดี? เครื่องอบผ้าในท้องตลาดปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีหลักการทำงานและข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง
- เครื่องอบผ้าแบบระบายอากาศ (Vented Dryer): เป็นประเภทที่พบได้บ่อยและมักมีราคาที่เข้าถึงง่ายที่สุด หลักการทำงานคือการดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาทำความร้อน เป่าผ่านเสื้อผ้าเพื่อรับความชื้น แล้วระบายลมร้อนชื้นนั้นออกไปนอกอาคารผ่านท่อต่อ แม้จะมีประสิทธิภาพในการทำให้ผ้าแห้ง แต่ในสภาพอากาศชื้นจัด ประสิทธิภาพของเครื่องจะลดลง เนื่องจากอากาศที่ดูดเข้ามามีความชื้นสูงอยู่แล้ว ทำให้ต้องใช้พลังงานและเวลามากขึ้นในการอบผ้าให้แห้งสนิท นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับติดตั้งท่อระบายอากาศ ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับที่อยู่อาศัยบางประเภทเช่นคอนโดมิเนียม

- เครื่องอบผ้าแบบควบแน่น (Condenser Dryer): เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับชีวิตในเมือง หลักการทำงานเป็นแบบ ระบบปิด โดยเครื่องจะหมุนเวียนอากาศร้อนภายในตัว เมื่อลมร้อนผ่านเสื้อผ้าและอุ้มความชื้นไว้ มันจะถูกส่งผ่านอุปกรณ์ควบแน่น (Condenser) ซึ่งจะทำให้ไอน้ำเย็นลงและกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำไปเก็บไว้ในถาดหรือระบายทิ้งผ่านท่อโดยตรง ข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องเจาะผนังเพื่อต่อท่อ และประสิทธิภาพการทำงานไม่ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศภายนอก ทำให้เหมาะอย่างยิ่งกับวันที่ฝนตกหนักหรืออากาศชื้นมากๆ
- เครื่องอบผ้าแบบปั๊มความร้อน (Heat Pump Dryer): เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและประหยัดพลังงานที่สุดในกลุ่ม หลักการทำงานคล้ายกับแบบควบแน่นคือเป็นระบบปิด แต่แทนที่จะปล่อยความร้อนทิ้งไป เครื่องจะใช้เทคโนโลยีปั๊มความร้อนเพื่อนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ในการอบผ้าครั้งต่อไป กระบวนการนี้ทำให้ ใช้อุณหภูมิในการอบต่ำกว่า ซึ่งช่วยถนอมใยผ้าได้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ ประหยัดพลังงานได้มากถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ แม้ราคาเริ่มต้นจะสูงกว่า แต่สำหรับครอบครัวที่ต้องอบผ้าบ่อยๆ ในช่วงฤดูฝนที่ยาวนาน การลงทุนนี้ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาวอย่างแน่นอน
Quick Comparison
| ประเภทเครื่อง | หลักการทำงาน | เหมาะกับสภาพอากาศชื้น | ระดับราคาโดยประมาณ (฿) |
|---|---|---|---|
| แบบระบายอากาศ (Vented) | เป่าลมร้อนออกนอกบ้าน | ปานกลาง (ต้องมีการระบายอากาศดี) | 469 – 3,500 ฿ |
| แบบควบแน่น (Condenser) | เปลี่ยนไอน้ำเป็นน้ำทิ้ง | ดี (ทำงานในระบบปิด) | 8,000 – 15,000 ฿ |
| แบบปั๊มความร้อน (Heat Pump) | หมุนเวียนความร้อนและดูดความชื้น | ยอดเยี่ยม (ประหยัดไฟและแห้งเร็ว) | 18,000 – 25,290 ฿ |
ฟีเจอร์สำคัญที่ต้องมีเพื่อต่อสู้กับความชื้นสะสม
การเลือกประเภทเครื่องอบผ้าที่เหมาะสมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับประโยชน์สูงสุดในการต่อสู้กับความชื้นและกลิ่นอับ ควรพิจารณาฟีเจอร์สำคัญเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจด้วย
เซ็นเซอร์วัดความชื้นในผ้า (Moisture Sensor): นี่อาจเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน เครื่องอบผ้าแบบดั้งเดิมมักใช้การตั้งเวลา ซึ่งผู้ใช้อาจตั้งเวลานานเกินไปจนทำให้ผ้าแห้งกรอบและเสียหาย หรือตั้งเวลาน้อยเกินไปจนผ้ายังคงชื้นอยู่ แต่เครื่องที่มีเซ็นเซอร์วัดความชื้นจะทำงานอย่างชาญฉลาดกว่า เซ็นเซอร์จะคอยตรวจจับระดับความชื้นที่เหลืออยู่ในเสื้อผ้าตลอดกระบวนการอบ และ จะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อผ้าแห้งถึงระดับที่ตั้งค่าไว้ ไม่ว่าคุณจะใส่ผ้าเข้าไปมากหรือน้อยก็ตาม ฟีเจอร์นี้ช่วย:
- ป้องกันการอบผ้าแห้งเกินไป (Over-drying): ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เสื้อผ้าหดตัว สีซีดจาง และเนื้อผ้าเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย: เครื่องจะทำงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่มีการสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการอบลมร้อนใส่ผ้าที่แห้งแล้ว
- รับประกันความแห้งสนิท: หมดกังวลเรื่องผ้าชื้นที่นำไปสู่กลิ่นอับ
ฟังก์ชันลดความชื้นในตัวและโหมดป้องกันผ้ายับ (Built-in Dehumidifying & Anti-crease): ในวันที่ฝนตกหนักและคุณไม่สามารถนำผ้าออกจากเครื่องได้ทันทีหลังอบเสร็จ ฟีเจอร์นี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ
- โหมด Anti-crease/Wrinkle Guard: หลังจากรอบการอบหลักสิ้นสุดลง เครื่องจะยังคงหมุนถังอบเป็นระยะๆ โดยไม่ใช้ความร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าที่เย็นลงกองทับกันจนเกิดรอยยับฝังลึก ช่วยให้การรีดผ้าง่ายขึ้นมาก หรือบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องรีดเลย
- การหมุนเวียนอากาศ: การหมุนถังเบาๆ นี้ยังช่วยระบายความร้อนและความชื้นที่อาจหลงเหลืออยู่ออกจากเสื้อผ้า ทำให้ผ้าสดชื่นและไม่เกิดการสะสมความชื้นซ้ำอีกครั้งขณะรออยู่ในเครื่อง
การมีฟีเจอร์ทั้งสองอย่างนี้ในเครื่องอบผ้าของคุณจะมอบความสะดวกสบายและผลลัพธ์ที่เหนือกว่า เปลี่ยนการซักผ้าในวันฝนพรำให้กลายเป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล
เทคนิคการจัดวางและการใช้งานให้ได้ผลสูงสุดในวันฝนตก
การมีเครื่องอบผ้าคุณภาพดีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การใช้งานอย่างถูกวิธีจะช่วยดึงประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องออกมา และช่วยให้เสื้อผ้าของคุณแห้งสนิทไร้กลิ่นอับได้จริง โดยเฉพาะในวันที่อากาศไม่เป็นใจ ต่อไปนี้คือเทคนิคที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที
- อย่าใส่ผ้าแน่นเกินไป: ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการพยายามยัดผ้าเข้าไปในเครื่องให้ได้มากที่สุดในรอบเดียว การทำเช่นนี้จะทำให้ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับอากาศร้อนที่จะไหลเวียนผ่านเสื้อผ้าได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้บางชิ้นแห้งสนิทในขณะที่บางชิ้นยังคงชื้นอยู่ตรงกลางก้อนผ้า หลักการง่ายๆ คือควรใส่ผ้าไม่เกิน 2/3 ของความจุถัง เพื่อให้ผ้าสามารถคลี่ตัวและพลิกกลับไปมาได้อย่างอิสระ
- ทำความสะอาดแผ่นกรองใยผ้า (Lint Filter) ทุกครั้งหลังใช้งาน: นี่คือกฎเหล็กที่ห้ามละเลยเด็ดขาด แผ่นกรองทำหน้าที่ดักจับขุยผ้าและเส้นใยต่างๆ ไม่ให้เข้าไปอุดตันในระบบระบายอากาศ หากแผ่นกรองอุดตัน อากาศร้อนจะไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การสะสมของใยผ้ายังเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยได้อีกด้วย ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการดึงแผ่นกรองออกมาปัดฝุ่นออก จะช่วยรักษาประสิทธิภาพของเครื่องไว้ได้ในระยะยาว
- สะบัดผ้าและแยกประเภทก่อนนำเข้าเครื่อง: ก่อนนำผ้าที่ซักเสร็จแล้วเข้าเครื่องอบ ควรสะบัดผ้าแต่ละชิ้นเพื่อคลายการพันกัน จะช่วยให้ผ้าแห้งเร็วและยับน้อยลง นอกจากนี้ ควรแยกอบผ้าน้ำหนักเบา (เช่น เสื้อยืด) ออกจากผ้าน้ำหนักมาก (เช่น ผ้าขนหนู, ยีนส์) เพราะผ้าแต่ละชนิดใช้เวลาในการแห้งไม่เท่ากัน การอบรวมกันอาจทำให้ผ้าบางชิ้นแห้งเกินไปในขณะที่ผ้าหนายังไม่แห้งดี
- เลือกตำแหน่งวางเครื่องที่เหมาะสม: แม้ว่าคุณจะใช้เครื่องอบผ้าแบบควบแน่นหรือแบบปั๊มความร้อนซึ่งเป็นระบบปิด แต่เครื่องยังคงมีการปล่อยความร้อนออกมาสู่บริเวณโดยรอบเล็กน้อย ควรวางเครื่องในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เช่น ใกล้หน้าต่างหรือในห้องที่มีพัดลมระบายอากาศ เพื่อช่วยลดความร้อนสะสมในห้องและป้องกันไม่ให้ห้องอบอ้าวเกินไป
การดูแลรักษาเครื่องอบผ้าให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมร้อนชื้น
สภาพอากาศที่ร้อนและชื้นไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเสื้อผ้าของคุณ แต่ยังส่งผลต่อตัวเครื่องอบผ้าเองด้วย ความชื้นในอากาศสามารถนำไปสู่ปัญหาการเกิดสนิมและการเจริญเติบโตของเชื้อราในบางส่วนของเครื่องได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานและคงประสิทธิภาพของเครื่องไว้ให้ดีที่สุดตลอดฤดูฝนอันยาวนาน
การทำความสะอาดถาดรองน้ำทิ้ง: สำหรับเครื่องอบผ้าประเภทควบแน่น (Condenser) และปั๊มความร้อน (Heat Pump) น้ำที่ถูกดึงออกจากเสื้อผ้าจะถูกรวบรวมไว้ในถาดเก็บน้ำ คุณ ต้องนำถาดนี้ออกมาเทน้ำทิ้งหลังการใช้งานทุกครั้ง การปล่อยให้น้ำขังอยู่ไม่เพียงแต่จะทำให้น้ำล้นออกมาได้ แต่ความชื้นที่สะสมยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในถาดซึ่งอาจส่งกลิ่นย้อนกลับไปที่เครื่องได้ ควรล้างทำความสะอาดถาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ เป็นครั้งคราวเพื่อสุขอนามัยที่ดี
ตรวจสอบและทำความสะอาดคอนเดนเซอร์: ในเครื่องแบบควบแน่นและปั๊มความร้อน จะมีชิ้นส่วนที่เรียกว่าคอนเดนเซอร์หรือชุดแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งอาจมีขุยผ้าขนาดเล็กเล็ดลอดเข้าไปสะสมอยู่ได้ เมื่อเวลาผ่านไป การสะสมนี้จะขัดขวางการไหลของอากาศและลดประสิทธิภาพการควบแน่นลง ควรอ่านคู่มือการใช้งานเพื่อศึกษาวิธีการเข้าถึงและทำความสะอาดชิ้นส่วนนี้ ซึ่งโดยทั่วไปแนะนำให้ทำความสะอาดทุกๆ 2-3 เดือน
การดูแลภายนอกและซีลยางประตู: ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดภายนอกตัวเครื่องเพื่อขจัดฝุ่นละออง อย่าลืมให้ความสำคัญกับ ซีลยางขอบประตู ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นและขุยผ้ามักจะไปสะสมกัน เช็ดให้แห้งและสะอาดหลังใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราจุดดำๆ และรักษาความสามารถในการปิดผนึกของประตู
การดูแลรักษาตามขั้นตอนเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องจุกจิก แต่การลงทุนเวลาเพียงเล็กน้อยหลังการใช้งานแต่ละครั้ง จะช่วยให้เครื่องอบผ้าของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปราศจากปัญหาจุกจิกกวนใจ และพร้อมเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งของคุณในทุกๆ วันที่ฝนตก
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ควรตั้งอุณหภูมิเท่าไหร่สำหรับผ้าหนาในช่วงอากาศชื้น?
A: สำหรับผ้าหนาเช่นผ้าขนหนูหรือยีนส์ โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้โหมดความร้อนปานกลางถึงสูงเพื่อให้ความร้อนสามารถแทรกซึมเข้าไปในใยผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากเครื่องอบผ้าของคุณมีเซ็นเซอร์วัดความชื้นอัตโนมัติ การเลือกโปรแกรมสำหรับผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนู แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานเองเป็นวิธีที่ดีที่สุด ระบบจะปรับเวลาอบให้ยาวนานขึ้นตามความจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าผ้าแห้งสนิทถึงแกนกลางโดยไม่ทำลายเนื้อผ้า - Q: เครื่องอบผ้าแบบปั๊มความร้อนคุ้มค่ากว่าแบบธรรมดาจริงหรือไม่?
A: จริงในระยะยาว แม้ว่าราคาเริ่มต้นของเครื่องอบผ้าแบบปั๊มความร้อนจะสูงกว่า (เริ่มต้นที่ประมาณ 18,000 ฿ ขึ้นไป) แต่เทคโนโลยีการหมุนเวียนความร้อนกลับมาใช้ใหม่ช่วยให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 50% เมื่อเทียบกับเครื่องอบผ้าแบบควบแน่นทั่วไป นอกจากนี้ยังใช้อุณหภูมิในการอบที่ต่ำกว่า ซึ่งช่วยถนอมเสื้อผ้าชุดโปรดของคุณได้ดีกว่า หากคุณเป็นครอบครัวขนาดใหญ่หรือมีความจำเป็นต้องอบผ้าบ่อยครั้งตลอดทั้งปี การลงทุนนี้จะคืนทุนผ่านค่าไฟฟ้าที่ลดลงและความทนทานของเสื้อผ้า - Q: สามารถอบผ้าที่เพิ่งซักเสร็จใหม่ๆ ได้เลยหรือไม่?
A: ได้โดยตรง เครื่องอบผ้าถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับผ้าที่เปียกจากการซักในเครื่องซักผ้าอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องนำผ้าไปตากหรือบิดหมาดเพิ่มเติมก่อนนำเข้าเครื่อง การบิดผ้าแรงๆ อาจทำให้เสื้อผ้าเสียรูปทรงได้ สิ่งที่ควรทำคือสะบัดผ้าเพื่อคลายตัวก่อนใส่เข้าไป และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องซักผ้าของคุณได้ผ่านรอบปั่นหมาด (Spin Cycle) ที่ความเร็วเหมาะสมแล้ว เพื่อรีดน้ำส่วนเกินออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดเวลาและพลังงานในการอบลง - Q: ถ้าไฟฟ้าดับขณะอบผ้าอยู่ ผ้าจะเสียหายไหม?
A: โดยทั่วไปแล้วผ้าจะไม่เสียหาย เครื่องอบผ้ารุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีระบบความปลอดภัยที่จะหยุดการทำงานทั้งหมดเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้า และประตูมักจะยังคงล็อกอยู่จนกว่าอุณหภูมิภายในจะลดลงสู่ระดับที่ปลอดภัย ไม่ควรพยายามเปิดประตูทันทีหลังจากไฟฟ้ากลับมาหรือฝืนเปิดขณะที่เครื่องยังร้อน เพราะอาจมีไอน้ำร้อนพุ่งออกมาและเป็นอันตรายได้ ควรรอให้เครื่องเย็นลงสักครู่ หรือเริ่มโปรแกรมใหม่เพื่อให้เครื่องทำงานต่อจนเสร็จสิ้นกระบวนการอย่างปลอดภัย








