สรุปสำคัญ
- Bio Treatment ฟื้นฟูโครงสร้างผมจริง: การใช้นวัตกรรมชีวภาพช่วยเติมเต็มโปรตีนและกรดอะมิโนที่สูญเสียไปจากการฟอกสีได้อย่างล้ำลึกถึงแกนผม โดยเป็นการ ซ่อมแซมจากภายใน ไม่ใช่แค่การเคลือบภายนอกเหมือนสารเคมีรุนแรง จึงไม่ทำลายรากผมและช่วยให้ผมกลับมาแข็งแรงในระยะยาว
- ความปลอดภัยคือหัวใจหลัก: การเลือกใช้สูตรที่ ปราศจากฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde-free) และสารเคมีอันตรายอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการระคายเคืองหนังศีรษะที่บอบบางหลังการทำเคมี และรับประกันการฟื้นฟูที่อ่อนโยน
- เห็นผลทันทีและคุ้มค่า: ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มราคาประมาณ 159 – 450 ฿ สามารถมอบผลลัพธ์ด้านความชุ่มชื้น ความนุ่มลื่น และความเงางามที่สัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Bio Keratin และสารสกัดธรรมชาติที่เหมาะสม
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า





ทำไมผมหลังฟอกสีถึงต้องการ Bio Treatment แทนการยืดหรือดัดทั่วไป?
เส้นผมที่ผ่านการฟอกสีเปรียบเสมือนโครงสร้างที่ถูกทำลาย เกล็ดผมจะถูกเปิดออกอย่างรุนแรงเพื่อกำจัดเม็ดสีเดิม ทำให้โปรตีนเคราตินซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นผมสลายไป ผมจึงสูญเสียความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือสภาพผมที่แห้งกรอบ เปราะบาง ขาดง่าย และชี้ฟูจัดทรงยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนชื้นที่กระตุ้นให้ผมสูญเสียความชุ่มชื้นได้เร็วยิ่งขึ้น
ในขณะที่การยืดหรือดัดผมแบบดั้งเดิมมักใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผมถาวร ซึ่งเป็นการทำร้ายผมที่อ่อนแออยู่แล้วให้ยิ่งเสียหายหนักกว่าเดิม วิธีการเหล่านี้เน้นการ “เคลือบ” หรือ “เปลี่ยนแปลง” โครงสร้างภายนอกชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผมจากภายใน ในทางตรงกันข้าม Bio Treatment ทำงานด้วยหลักการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หัวใจของ Bio Treatment คือการ “ซ่อมแซม” โครงสร้างผมจากแกนกลาง ด้วยการใช้อนุภาคของโปรตีนชีวภาพ เช่น Bio Keratin ที่มีขนาดเล็กมากพอที่จะแทรกซึมเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในเนื้อผมที่พรุนจากการฟอกสี เปรียบเสมือนการเติมปูนลงในรอยแตกของกำแพงเพื่อเสริมความแข็งแรงจากภายใน เมื่อโครงสร้างผมได้รับการซ่อมแซมแล้ว เส้นผมจะกลับมามีความยืดหยุ่น นุ่มลื่น มีน้ำหนัก และเงางามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ช่วยลดปัญหาผมขาดร่วงและหนังศีรษะแห้งตึงที่หลายคนกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เจาะลึกส่วนประกอบ: Bio Keratin และสารสกัดธรรมชาติที่ควรมองหา
การจะเลือก Bio Treatment ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั้น การทำความเข้าใจส่วนประกอบบนฉลากคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณกำลังมอบสารอาหารที่เส้นผมต้องการอย่างแท้จริง
ส่วนประกอบสำคัญอันดับหนึ่งที่คุณควรมองหาคือ Bio Keratin หรือ Hydrolyzed Keratin ซึ่งเป็นเคราตินที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายให้มีโมเลกุลขนาดเล็กจิ๋ว ข้อดีของเคราตินชนิดนี้คือสามารถซึมผ่านเกล็ดผมที่เปิดอยู่ของผมที่ผ่านการฟอกสีเข้าไปยังเนื้อผมชั้นในได้โดยตรง เพื่อทำหน้าที่ดังนี้:
- เติมเต็มโปรตีน: ชดเชยเคราตินที่สูญเสียไปในระหว่างการทำเคมี ช่วยให้เส้นผมที่เคยพรุนกลับมาหนาแน่นและแข็งแรงขึ้น
- เพิ่มความยืดหยุ่น: ฟื้นคืนความสามารถในการยืดหยุ่นของเส้นผม ลดการเปราะขาดเมื่อถูกดึงรั้งหรือหวี
- สร้างเกราะป้องกัน: เมื่อซึมเข้าสู่เส้นผมแล้ว จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงจากภายใน ทำให้ผมทนทานต่อปัจจัยภายนอกได้ดีขึ้น
นอกเหนือจาก Bio Keratin แล้ว ส่วนผสมจากธรรมชาติอื่นๆ ก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยล็อคความชุ่มชื้นและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุง โดยเฉพาะสารสกัดที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น ได้แก่:
- น้ำมันอาร์แกน (Argan Oil): อุดมไปด้วยวิตามินอีและกรดไขมันจำเป็น ช่วยเคลือบปิดเกล็ดผมอย่างอ่อนโยน ทำให้ผมนุ่มลื่น เงางาม และไม่เหนียวเหนอะหนะ
- เชียบัตเตอร์ (Shea Butter): เป็นมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นจากธรรมชาติ ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผมที่แห้งกรอบอย่างหนัก ให้กลับมามีน้ำหนักและลดการชี้ฟู
- กรดอะมิโน (Amino Acids): เป็นหน่วยย่อยของโปรตีน ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเคราตินและซ่อมแซมพันธะในเส้นผมที่ถูกทำลาย
- สารสกัดจากพืช: มองหาสารสกัดที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระและปกป้องผมจากมลภาวะ เช่น สารสกัดจากชาเขียว หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้น ปราศจากฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde-free), พาราเบน (Paraben-free) และซัลเฟต (Sulfate-free) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะและเป็นอันตรายในระยะยาว การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมปลอดภัยและไม่มีสารตกค้างคือการลงทุนเพื่อสุขภาพผมที่ดีอย่างยั่งยืน
Quick Comparison: ประเภทของทรีตเมนต์ฟื้นฟูผมเสีย
| ประเภททรีตเมนต์ | ส่วนผสมหลัก | ความปลอดภัยต่อหนังศีรษะ | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง | ช่วงราคาโดยประมาณ (฿) |
|---|---|---|---|---|
| Bio Treatment (สูตรอ่อนโยน) | Bio Keratin, กรดอะมิโน, สารสกัดธรรมชาติ | สูงมาก (ปราศจากฟอร์มาลดีไฮด์) | ผมนุ่ม ลื่น มีน้ำหนัก ไม่แข็งกระด้าง | 250 – 450 ฿ |
| Hair Mask สำหรับผมเสียเข้มข้น | Shea Butter, Ceramide, โปรตีนไฮโดรไลซ์ | ปานกลาง-สูง (ขึ้นอยู่กับแบรนด์) | เติมความชุ่มชื้นลึก ลดชี้ฟู | 159 – 300 ฿ |
| Chemical Straightening (แบบดั้งเดิม) | สารเคมีแรงสูง, Formaldehyde (บางยี่ห้อ) | ต่ำ (เสี่ยงระคายเคืองสูง) | ผมตรงเรียบแต่อาจแห้งกรอบในระยะยาว | 800 – 1,500 ฿ |
ขั้นตอนการทำ Bio Treatment ด้วยตัวเองที่บ้านให้ได้ผลเหมือนเข้าร้าน
คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อเข้าร้านทำผมเสมอไป การทำ Bio Treatment ด้วยตัวเองที่บ้านสามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้ หากทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ เพื่อให้สารบำรุงซึมซาบเข้าสู่เส้นผมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม:
- แชมพูสูตรทำความสะอาดล้ำลึก (Clarifying Shampoo) หรือแชมพูที่ไม่มีซิลิโคน
- ผลิตภัณฑ์ Bio Treatment
- หมวกคลุมผมพลาสติก หรือผ้าขนหนูอุ่นๆ
- หวีซี่ห่าง
ขั้นตอนการบำรุงผมอย่างมืออาชีพ:
- การเตรียมเส้นผม (Preparation): เริ่มจากการสระผมด้วยแชมพูสูตรทำความสะอาดล้ำลึก 1-2 ครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก ความมัน และสารเคมีที่ตกค้างบนเส้นผม การทำเช่นนี้จะช่วย เปิดเกล็ดผม ให้พร้อมรับสารบำรุงได้อย่างเต็มที่ เช็ดผมด้วยผ้าขนหนูเบาๆ จนผมหมาด (ประมาณ 70-80% แห้ง) ไม่ควรเปียกโชกจนน้ำหยด
- การลงผลิตภัณฑ์ (Application): แบ่งผมออกเป็นช่อเล็กๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทาผลิตภัณฑ์ได้อย่างทั่วถึง ตักเนื้อครีม Bio Treatment ในปริมาณที่พอเหมาะแล้วเริ่มชโลมลงบนเส้นผม โดยเว้นระยะห่างจากโคนผมประมาณ 1-2 นิ้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการอุดตันรูขุมขนบนหนังศีรษะ เน้นการทาเป็นพิเศษในบริเวณกลางถึงปลายผม ซึ่งเป็นส่วนที่แห้งเสียและต้องการการบำรุงมากที่สุด
- การนวดและการหมัก (Massage & Incubation): ใช้นิ้วมือลูบและนวดเบาๆ ไปตามแนวของเส้นผมจากบนลงล่าง เพื่อช่วยให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่แกนผมได้ดียิ่งขึ้น จากนั้นใช้หวีซี่ห่างค่อยๆ หวีผมอย่างเบามือเพื่อให้ผลิตภัณฑ์กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ รวบผมขึ้นแล้วใช้หมวกคลุมผมพลาสติกคลุมทิ้งไว้ หรือใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ มาโพกทับไว้ ความร้อนจะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้สารบำรุงทำงานได้ดีขึ้น หมักทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที หรือตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์
- การล้างออก (Rinsing): ล้างผลิตภัณฑ์ออกด้วย น้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำเย็น จนรู้สึกว่าผมสะอาดและไม่มีความลื่นของครีมเหลืออยู่ การใช้น้ำเย็นจะช่วยปิดเกล็ดผมและล็อคสารบำรุงไว้ภายใน ทำให้ผมนุ่มลื่นและเงางามยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผมแห้งและชะล้างสารบำรุงออกไป
สำหรับความถี่ในการทำทรีตเมนต์ ช่วงเดือนแรกที่ผมเสียหนัก แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หลังจากผมเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว สามารถลดความถี่ลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อเป็นการบำรุงและคงสภาพผมให้สุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง การทำบ่อยเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะ “Protein Overload” ซึ่งจะทำให้ผมแข็งกระด้างแทนที่จะนุ่มสลวย
วิธีดูแลรักษาผมหลังทำทรีตเมนต์ในสภาพอากาศร้อนชื้น
หลังจากที่ลงทุนลงแรงฟื้นฟูเส้นผมด้วย Bio Treatment จนกลับมานุ่มสลวยแล้ว การดูแลรักษาผมในชีวิตประจำวันคือด่านต่อไปที่จะตัดสินว่าผมของคุณจะสุขภาพดีได้ยาวนานแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่มีทั้งความร้อน แสงแดดจัด และความชื้นสูง ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของผมสวย
ผมที่เพิ่งผ่านการทำทรีตเมนต์มา แม้จะแข็งแรงขึ้นแต่ก็ยังคงต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ ความชื้นในอากาศสามารถทำให้เกล็ดผมที่ยังปิดไม่สนิทพองตัวและชี้ฟูได้ง่าย ในขณะที่รังสียูวีจากแสงแดดก็พร้อมจะทำลายโปรตีนในเส้นผมและทำให้สีผมที่ทำมาซีดจางลงได้ ดังนั้น นี่คือเคล็ดลับการดูแลที่จำเป็น:
- ปกป้องผมจากแสงแดดและความร้อน: ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อน (Heat Protectant Spray) ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดสำหรับผมโดยเฉพาะ หรือสวมหมวกปีกกว้างเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางกายภาพ ไม่ให้รังสียูวีทำร้ายเส้นผมได้โดยตรง
- เป่าผมให้แห้งสนิทเสมอ: ความชื้นคือบ่อเกิดของเชื้อราและแบคทีเรียบนหนังศีรษะ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหารังแคและกลิ่นอับได้ หลังสระผมทุกครั้ง ควรเป่าผมให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณโคนผม ก่อนเข้านอนหรือมัดผม ควรใช้ลมเย็นหรือลมปานกลางในการเป่าเพื่อถนอมเส้นผม หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงสุด
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม: ใช้แชมพูและครีมนวดที่ปราศจากซัลเฟต (Sulfate-free) เพื่อป้องกันการชะล้างเคราตินและสารบำรุงออกจากเส้นผม นอกจากนี้ การใช้ลีฟออน (Leave-in Conditioner) หรือเซรั่มบางเบาจะช่วยเคลือบป้องกันความชื้นและลดการชี้ฟูระหว่างวันได้
- เทคนิคการหวีผมที่ถูกต้อง: ในขณะที่ผมเปียก เส้นผมจะอ่อนแอและขาดง่ายที่สุด ควรใช้ หวีซี่ห่าง ค่อยๆ สางผมจากปลายผมขึ้นมาหาโคนเพื่อคลายปมอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการกระชากหรือดึงรั้งเส้นผมแรงๆ
- มัดผมอย่างถูกวิธี: หากจำเป็นต้องรวบผมในวันอากาศร้อน ควรเลือกใช้ยางรัดผมแบบผ้าหรือแบบเกลียวที่ไม่กินเส้นผม และไม่ควรมัดผมแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ผมเป็นรอยและเสี่ยงต่อการขาดบริเวณที่รัดได้
การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยยืดอายุผลลัพธ์ของ Bio Treatment ให้ยาวนานขึ้น และช่วยให้ผมของคุณสวยสุขภาพดีพร้อมท้าทายทุกสภาพอากาศ
สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ควรหยุดใช้และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
แม้ว่า Bio Treatment ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้อ่อนโยนและปลอดภัย แต่ร่างกายของแต่ละคนมีการตอบสนองต่อส่วนผสมต่างๆ ไม่เหมือนกัน การรู้จักสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
อาการแพ้หรือระคายเคืองที่ต้องจับตา: ถึงแม้ผลิตภัณฑ์จะเคลมว่ามาจากธรรมชาติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ก่อให้เกิดการแพ้ในผู้ที่มีผิวบอบบางเป็นพิเศษ สังเกตอาการเหล่านี้บนหนังศีรษะของคุณหลังการใช้ผลิตภัณฑ์:
- อาการคันยิบๆ หรือคันไม่หยุด: หากรู้สึกคันมากกว่าปกติและอาการไม่หายไปหลังล้างผลิตภัณฑ์ออก
- รอยแดงหรือผื่น: สังเกตเห็นปื้นแดงหรือตุ่มผื่นเล็กๆ บริเวณหนังศีรษะ กรอบหน้า หรือต้นคอ
- รู้สึกแสบร้อน: ความรู้สึกแสบผิวที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอุ่นๆ จากการทำงานของผลิตภัณฑ์
หากพบอาการเหล่านี้ ควร หยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที และล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้งเพื่อกำจัดสารเคมีตกค้าง หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ผิวหนัง
คำแนะนำเพื่อความปลอดภัย:
- ทำการทดสอบการแพ้ (Patch Test): ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกครั้ง โดยเฉพาะหากคุณมีประวัติผิวแพ้ง่าย ให้ทาผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยบริเวณหลังใบหูหรือท้องแขน ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมงโดยไม่ให้โดนน้ำ หากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็สามารถใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะได้
เมื่อไหร่ที่การบำรุงอย่างเดียวไม่เพียงพอ? ในบางกรณี ปัญหาผมร่วงอาจไม่ได้เกิดจากผมเปราะขาด แต่เกิดจากปัญหาสุขภาพภายในหรือความผิดปกติของหนังศีรษะ หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้:
- ผมร่วงเป็นหย่อมๆ หรือร่วงในปริมาณมากผิดปกติ (มากกว่า 100-150 เส้นต่อวัน)
- หนังศีรษะอักเสบ เป็นแผล หรือมีสะเก็ดรุนแรง
- เส้นผมบางลงอย่างเห็นได้ชัด จนเห็นหนังศีรษะ
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะทางการแพทย์ที่ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และอาจเป็นการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ในกรณีนี้ การเข้าพบแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมคือทางออกที่ดีที่สุด
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ต้องทำ Bio Treatment บ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผลชัดเจน?
A: สำหรับผมที่ผ่านการฟอกสีหรือแห้งเสียมาก แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งในช่วงเดือนแรกเพื่อเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างผมอย่างเร่งด่วนและเข้มข้น หลังจากที่สภาพผมเริ่มแข็งแรงและนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว คุณสามารถลดความถี่ลงเหลือสัปดาห์ละครั้ง หรือสองสัปดาห์ครั้ง เพื่อเป็นการบำรุงรักษาและคงสภาพความนุ่มสลวยเอาไว้ - Q: สูตร Bio Treatment ปลอดภัยสำหรับคนที่มีหนังศีรษะ敏感หรือไม่?
A: โดยส่วนใหญ่แล้ว ใช่ เนื่องจาก Bio Treatment ที่มีคุณภาพดีมักจะเน้นสูตรที่ปราศจากฟอร์มาลดีไฮด์ พาราเบน และซัลเฟต จึงค่อนข้างอ่อนโยนต่อหนังศีรษะ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรหลีกเลี่ยงการทาครีมทรีตเมนต์ลงบนหนังศีรษะโดยตรง ควรเว้นโคนผมไว้ประมาณ 1-2 นิ้ว และควรทำการทดสอบการแพ้ (Patch test) ก่อนใช้เสมอหากคุณมีประวัติผิวแพ้ง่าย - Q: products ราคา 159 – 450 ฿ แตกต่างจากสินค้าราคาแพงอย่างไร?
A: ผลิตภัณฑ์ในช่วงราคานี้มักมีส่วนผสมหลักที่มีประสิทธิภาพ เช่น Bio Keratin และสารสกัดธรรมชาติที่จำเป็น ซึ่งเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูผมเสียในชีวิตประจำวันและให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ ความแตกต่างจากสินค้าราคาที่สูงกว่ามากอาจอยู่ที่ความเข้มข้นของส่วนผสม สารสกัดที่หายากหรือมีสิทธิบัตรเฉพาะ หรือเทคโนโลยีการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ซับซ้อนกว่า แต่สำหรับเป้าหมายการกู้ผมเสียให้กลับมานุ่มและมีน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มราคานี้ถือว่าคุ้มค่าและเห็นผลได้จริง - Q: สามารถทำสีผมทับหลังจากทำ Bio Treatment ได้เลยหรือไม่?
A: ไม่แนะนำให้ทำทันที ควรรอเว้นระยะอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์หลังจากการทำ Bio Treatment เหตุผลคือเพื่อให้โปรตีนและสารบำรุงได้เซ็ตตัวและซึมเข้าซ่อมแซมโครงสร้างผมได้อย่างเต็มที่ การทำสีทับซ้อนในทันทีอาจรบกวนกระบวนการนี้ ทำให้สีที่ได้อาจติดไม่สม่ำเสมอ และยังเป็นการทำร้ายผมที่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูให้กลับไปอ่อนแอซ้ำอีกครั้ง






