สรุปสำคัญ
- วัสดุสแตนเลสเกรดการแพทย์คือหัวใจสำคัญ: เลือกที่ตัดเล็บที่ทำจากสแตนเลสคุณภาพสูงเพื่อป้องกันปัญหาใบมีดทื่อและลดความเสี่ยงของการเกิดสนิมในสภาพอากาศชื้น
- ดีไซน์ด้ามจับต้องกระชับมือ: รูปทรงตามหลักสรีรศาสตร์ช่วยเพิ่มแรงงัด ทำให้ตัดเล็บหนาได้ง่ายโดยไม่เจ็บนิ้ว และไม่ลื่นหลุดมือขณะใช้งานในห้องน้ำ
- การดูแลรักษาหลังใช้งานยืดอายุเครื่องมือ: การเช็ดทำความสะอาดและเก็บในที่แห้งทันทีหลังใช้ ช่วยรักษาคมมีดและป้องกันเชื้อราหรือแบคทีเรียสะสม
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า





ทำไมที่ตัดเล็บทั่วไปจึงทำให้เล็บแตกและเกิดสนิม
คุณเคยรู้สึกเจ็บจี๊ดจากการที่เล็บฉีกแทนที่จะตัดขาดเรียบๆ หรือไม่? หรือเคยหงุดหงิดใจเมื่อหยิบที่ตัดเล็บคู่ใจขึ้นมาแล้วพบว่ามีคราบสนิมสีส้มเกาะอยู่ตามใบมีดและซอกมุมต่างๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลโดยตรงจากคุณภาพของที่ตัดเล็บราคาถูกที่วางขายอยู่ทั่วไป
สาเหตุหลักที่ทำให้เล็บแตกหรือฉีกขาดคือ ใบมีดที่ไม่คมพอ ที่ตัดเล็บคุณภาพต่ำมักใช้โลหะที่อ่อนและไม่สามารถรักษาความคมไว้ได้นาน เมื่อใบมีดทื่อ แทนที่จะตัดผ่านชั้นเคราตินของเล็บอย่างหมดจด มันกลับใช้แรงบีบอัดจนเล็บแตกหรือแยกเป็นชั้นๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเจ็บปวดในขณะนั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเล็บขบในอนาคต เพราะขอบเล็บที่ไม่เรียบจะงอกและทิ่มเข้าไปในผิวหนังได้ง่าย
นอกจากนี้ ปัญหา สนิม คือศัตรูตัวฉกาจสำหรับอุปกรณ์โลหะที่ใช้ในห้องน้ำ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นซึ่งมีความชื้นในอากาศสูงตลอดทั้งปี ที่ตัดเล็บราคาถูกมักทำจากเหล็กกล้าคาร์บอนคุณภาพต่ำหรือเพียงแค่ชุบโครเมียมบางๆ เมื่อชั้นเคลือบภายนอกสึกหรอหรือมีรอยขีดข่วนจากการใช้งาน ความชื้นจะเข้าไปสัมผัสกับเนื้อเหล็กด้านใน ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและกลายเป็นสนิมได้อย่างรวดเร็ว สนิมไม่เพียงแต่ทำให้ที่ตัดเล็บดูสกปรกและไม่น่าใช้ แต่ยังทำให้ใบมีดเปราะบางและบิ่นง่าย ยิ่งไปกว่านั้น การใช้อุปกรณ์ที่เป็นสนิมยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อหากเกิดบาดแผลขณะตัดเล็บอีกด้วย
เกณฑ์การเลือกที่ตัดเล็บสำหรับใช้งานประจำวัน
การลงทุนในที่ตัดเล็บคุณภาพดีซักอัน ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและความสะดวกสบายในระยะยาว เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้เครื่องมือที่ตอบโจทย์และทนทาน ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้อย่างละเอียด
1. คุณภาพวัสดุ (Material Quality)

นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุด วัสดุไม่เพียงแต่กำหนดความทนทาน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความคมและสุขอนามัย
- สแตนเลสเกรดการแพทย์ (Medical-Grade Stainless Steel): ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด วัสดุประเภทนี้ (เช่น ซีรีส์ 304 หรือ 420) มีส่วนผสมของโครเมียมในปริมาณสูง ทำให้มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนและสนิมได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะถูกเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงอย่างห้องน้ำก็ตาม เนื้อโลหะมีความแข็งแกร่ง ทำให้สามารถรักษาความคมของใบมีดได้ยาวนานกว่าสแตนเลสทั่วไปหลายเท่า
- สแตนเลสทั่วไป (Standard Stainless Steel): เป็นตัวเลือกที่พบได้บ่อยในสินค้าราคากลางๆ แม้จะทนสนิมได้ดีกว่าเหล็ก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหากดูแลรักษาไม่ดีพอ หรืออยู่ในที่ชื้นจัดเป็นเวลานาน
- เหล็กชุบโครเมียม/นิกเกิล: เป็นวัสดุที่พบในที่ตัดเล็บราคาถูก แม้จะดูเงางามในตอนแรก แต่ชั้นเคลือบมักจะบางและหลุดลอกได้ง่ายเมื่อใช้งานไปสักพัก เมื่อชั้นเคลือบเสียหาย เนื้อเหล็กด้านในจะสัมผัสกับอากาศและความชื้นและเกิดสนิมอย่างรวดเร็ว
2. ความคมและความทนทานของใบมีด (Sharpness & Durability) ใบมีดที่คมกริบคือสิ่งที่แยกระหว่างการ “ตัด” กับการ “บีบ” เล็บ ใบมีดควรประกบกันสนิทตลอดแนวคมตัด ไม่มีช่องว่างหรือแสงลอดผ่านเมื่อมองจากด้านข้าง การผลิตที่แม่นยำจะทำให้ใบมีดสองชิ้นอยู่ในระนาบเดียวกันพอดี ทำให้เกิดการตัดที่เฉียบคมและสะอาดหมดจด ลดแรงที่ต้องใช้และป้องกันเล็บฉีกขาด ที่ตัดเล็บคุณภาพสูงมักผ่านกระบวนการชุบแข็ง (Hardening) เพื่อเพิ่มความทนทานของคมมีด
3. ขนาดและรูปทรงของปากตัด ที่ตัดเล็บไม่ได้มีขนาดเดียวสำหรับทุกคน การเลือกขนาดปากตัดให้เหมาะสมกับเล็บของคุณจะช่วยให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ปากตัดแบบตรง (Straight Edge): เหมาะสำหรับเล็บเท้า การตัดเล็บเท้าเป็นแนวตรงจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเล็บขบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปากตัดแบบโค้ง (Curved Edge): เหมาะสำหรับเล็บมือ ความโค้งของใบมีดจะเข้ากับรูปทรงตามธรรมชาติของเล็บมือได้ดี ทำให้ตัดแต่งทรงได้สวยงาม
- ขนาดของปากตัด: ควรเลือกขนาดที่กว้างกว่าความหนาของเล็บเล็กน้อย เพื่อให้สามารถตัดได้ในครั้งเดียวอย่างมั่นคง ไม่เล็กเกินไปจนต้องตัดซ้ำๆ หลายครั้ง หรือใหญ่เกินไปจนควบคุมทิศทางได้ยาก
การเลือกที่ตัดเล็บโดยพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้คุณได้เครื่องมือที่คมทน ไม่เป็นสนิม และใช้งานได้อย่างปลอดภัยไปอีกหลายปี
เปรียบเทียบประเภทของที่ตัดเล็บ
| ประเภท | วัสดุแนะนำ | จุดเด่น | ราคาโดยประมาณ (฿) | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|---|
| แบบมาตรฐาน (Standard) | สแตนเลสชุบโครเมียม | หาซื้อง่าย พกพาสะดวก | 88 – 150 ฿ | ผู้ที่มีเล็บไม่หนามาก ใช้งานทั่วไป |
| แบบคานงัด (Leverage) | สแตนเลสเกรดการแพทย์ | ออกแรงน้อย ตัดเล็บหนาได้สบาย | 250 – 450 ฿ | ผู้สูงอายุ หรือผู้มีเล็บเท้าหนาแข็ง |
| แบบพรีเมียม (Premium) | สแตนเลสเคลือบไทเทเนียม | คมทนนานที่สุด ป้องกันสนิมสมบูรณ์ | 500 – 769 ฿ | ผู้ที่ต้องการความคุ้มค่าระยะยาวและสุขอนามัยสูงสุด |
เทคนิคการตัดเล็บให้ปลอดภัยและสวยงามด้วยตัวเอง
การมีที่ตัดเล็บคุณภาพดีอยู่ในมือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การเรียนรู้เทคนิคการตัดที่ถูกต้องจะช่วยยกระดับประสบการณ์และรักษาสุขภาพเล็บของคุณให้ดีอยู่เสมอ นี่คือขั้นตอนและเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณตัดเล็บได้เหมือนมืออาชีพที่บ้าน
ขั้นตอนที่ 1: เตรียมเล็บให้พร้อม สำหรับผู้ที่มีเล็บหนาหรือแข็งเป็นพิเศษ การเตรียมเล็บก่อนตัดจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก
- แช่เล็บในน้ำอุ่น: ก่อนตัดประมาณ 5-10 นาที ให้แช่มือหรือเท้าในน้ำอุ่น ความร้อนและความชื้นจะช่วยให้เล็บนุ่มลง ทำให้ตัดง่ายขึ้นและลดโอกาสที่เล็บจะแตกหรือหัก
- เช็ดให้แห้ง: หลังจากแช่แล้ว ให้เช็ดมือและเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกเล็บ เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ตัดเล็บลื่นหลุดมือขณะใช้งาน
ขั้นตอนที่ 2: เทคนิคการตัดที่ถูกต้อง ลืมความคิดที่จะตัดเล็บให้เสร็จในคลิกเดียวไปได้เลย เทคนิคที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพเล็บคือ การตัดทีละน้อย
- สำหรับเล็บมือ: ใช้ที่ตัดเล็บปากโค้ง ค่อยๆ ตัดจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่ง โดยทำการตัดเป็นส่วนเล็กๆ 2-3 ครั้งต่อเล็บหนึ่งนิ้ว พยายามตัดตามแนวโค้งธรรมชาติของปลายนิ้ว อย่าตัดเข้าไปในส่วนโค้งด้านข้างของเล็บลึกเกินไป เพราะเป็นสาเหตุของเล็บขบ
- สำหรับเล็บเท้า: ใช้ที่ตัดเล็บปากตรง และ ตัดเป็นแนวตรง เสมอ การตัดมุมเล็บเท้าให้โค้งมนเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักของอาการเล็บขบที่เจ็บปวด ให้เหลือขอบมุมไว้เล็กน้อย
ขั้นตอนที่ 3: ความยาวที่เหมาะสม ควรตัดเล็บให้มีความยาวเหลือส่วนปลายสีขาวไว้เล็กน้อยประมาณ 1-2 มิลลิเมตร การตัดเล็บสั้นจนชิดเนื้อมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้เจ็บ แต่ยังเป็นการเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ใต้ผิวหนังได้ง่าย และยังเพิ่มความเสี่ยงที่เล็บจะงอกผิดรูปในอนาคต
ขั้นตอนที่ 4: การเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย ขั้นตอนนี้สำคัญไม่แพ้การตัด เพราะเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจตามมา
- ตะไบขอบเล็บ: หลังจากตัดเสร็จแล้ว ให้ใช้ตะไบเล็บคุณภาพดี (แนะนำเป็นตะไบแก้วหรือตะไบโลหะเนื้อละเอียด) ลูบเบาๆ ที่ขอบเล็บเพื่อลบคมและความไม่เรียบออก การตะไบควรทำไปในทิศทางเดียวเสมอเพื่อป้องกันเล็บเป็นเสี้ยน ขอบเล็บที่เรียบเนียนจะไม่ไปเกี่ยวเสื้อผ้าหรือทำให้เกิดรอยขีดข่วน
การทำตามเทคนิคเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เล็บของคุณดูสวยงาม แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพเล็บและป้องกันปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดูแลรักษาที่ตัดเล็บให้คงความคมและสะอาด
การซื้อที่ตัดเล็บคุณภาพสูงมาแล้วก็เปรียบเสมือนการมีเครื่องมือที่ดี แต่การจะให้เครื่องมือนั้นคงประสิทธิภาพสูงสุดและอยู่กับเราไปได้นานๆ การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีหลังการใช้งานคือสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงซึ่งเป็นตัวเร่งการเกิดสนิมและแหล่งสะสมของเชื้อโรค
1. ทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน เศษเล็บและหนังกำพร้าที่ติดอยู่ตามซอกใบมีดเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรียและเชื้อรา
- ล้างด้วยสบู่และน้ำอุ่น: หลังใช้งานเสร็จ ให้นำที่ตัดเล็บไปล้างผ่านน้ำอุ่น ใช้แปรงสีฟันเก่าขนนุ่มๆ กับสบู่เหลว ขัดเบาๆ บริเวณใบมีดและจุดพับต่างๆ เพื่อกำจัดเศษเล็บที่อาจติดอยู่ให้หมดจด
- ฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์: เพื่อสุขอนามัยสูงสุด โดยเฉพาะหากคุณใช้ที่ตัดเล็บสำหรับเล็บเท้าที่มีความเสี่ยงเรื่องเชื้อรามากกว่า ควรใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ (ความเข้มข้น 70%) เช็ดทำความสะอาดให้ทั่วใบมีดและด้ามจับ ปล่อยให้แอลกอฮอล์ระเหยไปเอง การทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้งหรือทุกครั้งที่ใช้งานกับเล็บที่มีปัญหาจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี
2. ทำให้แห้งสนิททันที ขั้นตอนนี้คือ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ในการป้องกันสนิม ความชื้นคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของโลหะทุกชนิด
- ห้ามปล่อยให้แห้งเอง: อย่าล้างแล้ววางทิ้งไว้บนอ่างล้างหน้าโดยเด็ดขาด หลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือทิชชูซับน้ำออกให้หมดจดทุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อและซอกใบมีด ซึ่งเป็นจุดที่น้ำขังได้ง่ายและสนิมมักจะเริ่มก่อตัวจากตรงนั้น
3. การจัดเก็บในที่ที่เหมาะสม ตำแหน่งที่คุณเก็บที่ตัดเล็บมีผลอย่างมากต่ออายุการใช้งาน
- เก็บในที่แห้งและปิดมิดชิด: หลีกเลี่ยงการทิ้งที่ตัดเล็บไว้ในห้องน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความชื้นสูงตลอดเวลา ทางที่ดีที่สุดคือเก็บไว้ในกล่องหรือซองเก็บของมันเอง แล้วนำไปไว้ในตู้ยาหรือลิ้นชักในห้องนอนที่แห้งและมีอากาศถ่ายเท การเก็บในที่ปิดจะช่วยป้องกันฝุ่นและความชื้นจากภายนอกได้อีกชั้นหนึ่ง
การสละเวลาเพียง 1-2 นาทีเพื่อดูแลรักษาที่ตัดเล็บของคุณหลังการใช้งาน จะช่วยยืดอายุการใช้งานของมันไปได้อีกหลายปี ทำให้ใบมีดยังคงความคมกริบ และรับประกันว่าอุปกรณ์ชิ้นสำคัญนี้จะสะอาดและปลอดภัยพร้อมใช้งานเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อตัดเล็บที่บ้าน
แม้ว่าการตัดเล็บจะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ดูเหมือนง่าย แต่ก็มีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเล็บและความไม่สบายตัวได้ในระยะยาว การตระหนักถึงข้อผิดพลาดเหล่านี้เป็นก้าวแรกในการดูแลเล็บของคุณให้ดีขึ้น
1. การตัดเล็บสั้นเกินไปจนเข้าเนื้อ ความต้องการที่จะให้เล็บสะอาดและดูสั้นเรียบร้อย อาจทำให้หลายคนตัดเล็บชิดขอบเนื้อมากเกินไป การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณปลายนิ้ว แต่ยังเป็นการทำลาย “ซีล” ธรรมชาติที่ป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปใต้แผ่นเล็บ เมื่อปราการป้องกันนี้หายไป คุณจะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นสาเหตุหลักของการเกิดเล็บขบ เพราะเมื่อเล็บเริ่มงอกใหม่ มันอาจจะงอกทิ่มเข้าไปในผิวหนังที่อยู่ด้านข้างได้
2. การใช้ที่ตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น ที่ตัดเล็บเป็นของใช้ส่วนตัวเช่นเดียวกับแปรงสีฟัน การใช้ที่ตัดเล็บร่วมกับสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเป็นการเปิดประตูสู่การแลกเปลี่ยนเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว เชื้อราที่เล็บเท้า และเชื้อไวรัสบางชนิด (เช่น HPV ที่ก่อให้เกิดหูด) สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดร่วมกัน ทางที่ดีที่สุดคือทุกคนควรมีชุดอุปกรณ์ดูแลเล็บเป็นของตัวเอง หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกันจริงๆ ต้องมั่นใจว่าได้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวดทั้งก่อนและหลังการใช้งาน
3. การฝืนใช้อุปกรณ์ที่ทื่อหรือเป็นสนิม เมื่อที่ตัดเล็บเริ่มทื่อ มันจะบีบเล็บของคุณแทนที่จะตัด ทำให้เล็บฉีกและแตกเป็นชั้นๆ การฝืนใช้ต่อไปเรื่อยๆ นอกจากจะทำให้ผลลัพธ์ไม่สวยงามแล้ว ยังเป็นการทำร้ายโครงสร้างเล็บของคุณไปในตัว ส่วนที่ตัดเล็บที่เป็นสนิมนั้นยิ่งอันตรายกว่า นอกจากความคมจะลดลงแล้ว สนิมยังเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย หากคุณตัดเล็บแล้วเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ เชื้อโรคจากสนิมก็สามารถเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ เช่น บาดทะยัก หากเห็นว่าอุปกรณ์ของคุณเริ่มทื่อหรือมีสนิมขึ้นแล้ว การลงทุนซื้ออันใหม่คือทางเลือกที่ฉลาดและปลอดภัยที่สุด
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ควรตัดเล็บบ่อยแค่ไหนเพื่อสุขอนามัยที่ดี?
A: โดยทั่วไปควรตัดเล็บมือทุก 1-2 สัปดาห์ และเล็บเท้าทุก 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตส่วนบุคคล การตัดสม่ำเสมอช่วยป้องกันเล็บหักและลดการสะสมของสิ่งสกปรกและเชื้อโรคใต้เล็บ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขอนามัยที่ดี - Q: ที่ตัดเล็บสแตนเลสเกรดการแพทย์ดีกว่าแบบธรรมดาอย่างไร?
A: สแตนเลสเกรดการแพทย์มีความต้านทานการกัดกร่อนสูงกว่ามาก จึงไม่เป็นสนิมง่ายแม้จะถูกเก็บในห้องน้ำที่มีความชื้นสูง นอกจากนี้ โครงสร้างของเนื้อโลหะยังมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งกว่า ทำให้สามารถรักษาความคมของใบมีดได้นานขึ้น ส่งผลให้ตัดเล็บได้เรียบคม ไม่เกิดปัญหาเล็บฉีกขาด - Q: หากที่ตัดเล็บเริ่มทื่อ ควรทำอย่างไร?
A: ไม่แนะนำให้พยายามลับคมเองด้วยอุปกรณ์ทั่วไป เช่น หินลับมีด เพราะอาจทำให้มุมและระนาบของใบมีดเสียหายอย่างถาวร ทำให้ประสิทธิภาพการตัดแย่ลงกว่าเดิม หากที่ตัดเล็บของคุณใช้งานมานานเกิน 1-2 ปี หรือเริ่มบีบเล็บแทนที่จะตัด ควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด - Q: สามารถใช้ที่ตัดเล็บอันเดียวกันตัดทั้งมือและเท้าได้หรือไม่?
A: เพื่อสุขอนามัยสูงสุด ไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกัน เนื่องจากเล็บเท้ามีโอกาสสัมผัสกับเชื้อราและแบคทีเรียได้มากกว่า การใช้อุปกรณ์ชิ้นเดียวกันอาจเป็นการนำเชื้อโรคจากเท้ามาสู่มือได้โดยไม่ตั้งใจ ควรมีที่ตัดเล็บแยกกันอย่างชัดเจนสำหรับมือและเท้า หรือหากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์อย่างละเอียดทุกครั้งหลังใช้กับเท้าและก่อนนำมาใช้กับมือ








