สรุปสำคัญ
- ความแตกต่างของเทคโนโลยีหน้าจอ: ซีรีส์ P มักมาพร้อมเทคโนโลยี Mini LED หรือ QLED ที่ให้ความสว่างสูงและสีสันสดใส เหมาะสำหรับห้องที่มีแสงมาก ในขณะที่ซีรีส์ S เน้นความคุ้มค่าด้วยแผงจอ LED มาตรฐานที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป
- สมดุลระหว่างราคาและประสิทธิภาพ: หากงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 11,590 – 15,000 ฿ ซีรีส์ S เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่หากต้องการประสบการณ์ภาพระดับพรีเมียมและยินดีจ่ายในระดับ 20,000 – 24,990 ฿ ซีรีส์ P จะมอบรายละเอียดภาพที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
- ฟีเจอร์สมาร์ททีวีและการเชื่อมต่อ: ทั้งสองซีรีส์รองรับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะและแอปพลิเคชันสตรีมมิงยอดนิยม แต่รุ่นในกลุ่มซีรีส์ P มักมีฮาร์ดแวร์ประมวลผลที่เร็วกว่า รองรับการเล่นเกมที่มีความลื่นไหลสูงกว่า และระบบเสียงที่มีคุณภาพดีกว่า
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า





เข้าใจโครงสร้างซีรีส์ของ TCL: ทำไมการแยกประเภทจึงสำคัญต่อการตัดสินใจ
การเดินเข้าสู่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อเลือกซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่อาจเป็นเรื่องน่าปวดหัวได้ไม่น้อย เมื่อต้องเผชิญกับตัวเลือกมากมายที่มาพร้อมกับรหัสรุ่นและสเปกทางเทคนิคที่ดูซับซ้อนและคล้ายคลึงกัน หนึ่งในคำถามแรกๆ ที่ผู้ซื้อต้องตัดสินใจคือจะเลือกรุ่นจากซีรีส์ไหนดี? แบรนด์ผู้ผลิตอย่าง TCL ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนออกเป็นซีรีส์ต่างๆ ไม่ใช่เพื่อสร้างความสับสน แต่เพื่อจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน
การแบ่งซีรีส์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้คุณสามารถคัดกรองตัวเลือกที่ไม่จำเป็นออกไปได้อย่างรวดเร็ว ลองจินตนาการว่าคุณอาจกำลัง จ่ายเงินเพิ่มสำหรับฟีเจอร์ที่คุณไม่ได้ใช้งาน เช่น เทคโนโลยีภาพขั้นสูงสำหรับการเล่นเกม ทั้งที่คุณใช้ทีวีเพียงเพื่อดูข่าวและรายการวาไรตี้ หรือในทางกลับกัน คุณอาจเลือกประหยัดงบประมาณ แต่กลับได้ทีวีที่มีคุณภาพภาพและเสียงไม่เพียงพอต่อการรับชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่คุณชื่นชอบ ทำให้ประสบการณ์ความบันเทิงลดลงอย่างน่าเสียดาย
โดยทั่วไปแล้ว ซีรีส์ S ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวเลือกที่เน้น ความคุ้มค่า เหมาะสำหรับครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ต้องการสมาร์ททีวีที่ทำงานได้ดีสำหรับการใช้งานประจำวัน ในขณะที่ซีรีส์ P ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่ต้องการ ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอหนังที่ต้องการสีสันที่สมจริงและรายละเอียดในฉากมืด หรือเกมเมอร์ที่มองหาความลื่นไหลของภาพขั้นสูงสุด การทำความเข้าใจเป้าหมายของแต่ละซีรีส์จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อทีวีที่ “ใช่” สำหรับบ้านของคุณ
เจาะลึกซีรีส์ S: ทางเลือกแห่งความคุ้มค่าสำหรับงบจำกัด
เมื่อพูดถึงทีวีที่มอบความคุ้มค่าสูงสุด ซีรีส์ S มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดจากทีวีเครื่องเก่ามาสู่โลกของสมาร์ททีวี หรือสำหรับผู้ที่มองหาทีวีเครื่องที่สองสำหรับห้องนอนหรือห้องอื่นๆ ในบ้าน โดยไม่ต้องการลงทุนด้วยงบประมาณที่สูงจนเกินไป จุดแข็งหลักของซีรีส์นี้คือการมอบฟังก์ชันที่จำเป็นครบถ้วนในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
ในด้านคุณภาพของภาพ รุ่นต่างๆ ในซีรีส์ S มักมาพร้อมกับความละเอียดหน้าจอระดับ Full HD หรือ 4K UHD ซึ่ง เพียงพออย่างยิ่งสำหรับการรับชมคอนเทนต์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวีดิจิทัล, ข่าวสาร, ละคร หรือวิดีโอจาก YouTube แม้ว่าเทคโนโลยีแผงจอจะเป็นแบบ LED มาตรฐาน แต่ก็มีการรองรับ HDR (High Dynamic Range) ในระดับพื้นฐาน ซึ่งช่วยปรับปรุงช่วงความกว้างของสีและความสว่างให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับทีวีรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีฟีเจอร์นี้เลย ทำให้ภาพดูมีมิติและสมจริงยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ซีรีส์ S เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจคือความเสถียรของระบบปฏิบัติการ แม้ฮาร์ดแวร์ภายในอาจไม่รวดเร็วเท่ารุ่นท็อป แต่ก็ถูกปรับแต่งมาให้ทำงานกับแอปพลิเคชันสตรีมมิงยอดนิยมได้อย่างราบรื่น คุณจึงสามารถเพลิดเพลินกับภาพยนตร์และซีรีส์จากผู้ให้บริการต่างๆ ได้โดยไม่มีสะดุด นอกจากนี้ ความทนทานของอุปกรณ์ยังเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญ ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ ในช่วงราคาเริ่มต้นประมาณ 11,590 – 16,000 ฿ ซีรีส์ S ถือเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการฟังก์ชันสมาร์ททีวีที่ครบครันโดยไม่ต้องจ่ายเกินความจำเป็น
เจาะลึกซีรีส์ P: ยกระดับภาพและเสียงสำหรับคอหนังและเกมเมอร์
สำหรับผู้ที่ไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องคุณภาพของภาพและเสียง ซีรีส์ P คือคำตอบที่ชัดเจน ทีวีในกลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงระดับพรีเมียม โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานที่หลงใหลในการชมภาพยนตร์และซีรีส์คุณภาพสูง รวมถึงกลุ่มเกมเมอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดจากเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในซีรีส์นี้จะถูกแลกมาด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หัวใจสำคัญของซีรีส์ P คือเทคโนโลยีหน้าจอขั้นสูง เช่น QLED (Quantum Dot) หรือ Mini LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพของภาพไปอีกขั้น เทคโนโลยี QLED ใช้ชั้นอนุภาคนาโนเพื่อสร้างสีสันที่บริสุทธิ์และแม่นยำกว่าจอ LED ทั่วไป ทำให้ภาพที่ปรากฏมีความสดใสและสมจริงอย่างน่าทึ่ง ในขณะที่ Mini LED ช่วยให้การควบคุมแสงพื้นหลังทำได้ละเอียดขึ้น ส่งผลให้สีดำมีความดำสนิทและคอนทราสต์ของภาพสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรับชมฉากมืดๆ ในภาพยนตร์ระทึกขวัญหรือไซไฟ
นอกเหนือจากคุณภาพของภาพแล้ว ซีรีส์ P ยังโดดเด่นในด้านอื่นๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การใช้งาน:
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate): มักมาพร้อมกับอัตราการรีเฟรชที่สูงกว่า (เช่น 120Hz หรือสูงกว่าในบางรุ่น) ทำให้การเคลื่อนไหวของภาพในฉากแอคชั่นหรือการแข่งขันกีฬาดูต่อเนื่องและลื่นไหลสบายตา ลดอาการภาพเบลอหรือกระตุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ความสว่างสูง: แผงจอที่มีความสว่างสูงไม่เพียงแต่ทำให้การแสดงผลคอนเทนต์ HDR ดูน่าตื่นตาตื่นใจขึ้น แต่ยังช่วยต่อสู้กับแสงสะท้อนในห้องนั่งเล่นที่มีแสงสว่างจ้าในช่วงกลางวันได้ดีอีกด้วย
- ระบบเสียงที่ปรับปรุง: ลำโพงในตัวมักได้รับการอัปเกรดให้มีกำลังขับสูงขึ้นและรองรับเทคโนโลยีเสียงรอบทิศทาง เช่น Dolby Atmos ซึ่งช่วยสร้างมิติเสียงที่โอบล้อมและสมจริง ลดความจำเป็นในการซื้อ Soundbar แยกต่างหากในเบื้องต้น ด้วยงบประมาณในช่วง 18,000 – 24,990 ฿ ซีรีส์ P จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการที่สุดของความบันเทิงในบ้าน
Quick Comparison
| คุณสมบัติหลัก | ซีรีส์ S (เน้นความคุ้มค่า) | ซีรีส์ P (เน้นประสิทธิภาพ) |
|---|---|---|
| ช่วงราคาโดยประมาณ | 11,590 – 16,000 ฿ | 18,000 – 24,990 ฿ |
| เทคโนโลยีแผงจอ | LED / 4K UHD Standard | QLED / Mini LED (ในบางรุ่น) |
| ความสว่างและ HDR | ระดับพื้นฐาน (Basic HDR) | ระดับสูง (High Brightness, Dolby Vision) |
| เหมาะกับกิจกรรม | ดูข่าว, ละครรายวัน, YouTube | ดูภาพยนตร์ 4K, เล่นเกม Console, กีฬา |
| ระบบเสียง | สเตอริโอมาตรฐาน | ปรับปรุงเบสและเสียงรอบทิศทาง |
ปัจจัยตัดสิน: ความละเอียดหน้าจอและ HDR ส่งผลต่อประสบการณ์อย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิคของทีวี สองคำที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอคือ “ความละเอียดหน้าจอ (Resolution)” และ “HDR (High Dynamic Range)” ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงศัพท์การตลาด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองปัจจัยนี้มีผลอย่างมหาศาลต่อประสบการณ์การรับชมของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณเลือกซื้อทีวีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ความละเอียด 4K (3840 x 2160 พิกเซล) ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับทีวีในปัจจุบัน ซึ่งให้รายละเอียดของภาพที่คมชัดกว่า Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ถึงสี่เท่า ความแตกต่างนี้อาจไม่ชัดเจนนักบนหน้าจอขนาดเล็ก แต่เมื่อคุณรับชมบนทีวีขนาด 50 นิ้วขึ้นไป ความคมชัดที่เพิ่มขึ้นของ 4K จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น พื้นผิวของเสื้อผ้า, ริ้วรอยบนใบหน้านักแสดง หรือทิวทัศน์ที่ซับซ้อน จะดูสมจริงและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน HDR ไม่ใช่เรื่องของจำนวนพิกเซล แต่เป็นเรื่องของ คุณภาพของแต่ละพิกเซล เทคโนโลยีนี้ช่วยขยายช่วงความแตกต่างระหว่างส่วนที่มืดที่สุดและสว่างที่สุดของภาพ ทำให้คุณสามารถมองเห็นรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในเงาหรือในส่วนที่สว่างจ้าได้พร้อมๆ กัน ตัวอย่างเช่น ในฉากกลางคืนที่มีแสงไฟจากรถยนต์ ทีวีที่รองรับ HDR จะแสดงให้เห็นทั้งรายละเอียดของตัวรถที่อยู่ในเงามืดและแสงไฟที่สว่างสดใสโดยไม่ขาวโพลนไปทั้งหมด หากคุณเป็นสมาชิกของแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Netflix หรือ Disney+ การเลือกทีวีที่รองรับ HDR มาตรฐานสูงอย่าง Dolby Vision ที่มักพบในซีรีส์ P จะเป็นการปลดล็อกศักยภาพของคอนเทนต์เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ แต่หากการใช้งานหลักของคุณคือการรับชมรายการทีวีภาคพื้นดินทั่วไป ความสำคัญของ HDR อาจลดลง และซีรีส์ S ก็อาจเป็นตัวเลือกที่เพียงพอแล้ว
วิเคราะห์ส่วนต่างของราคา: จ่ายเพิ่มอีกกี่บาทจึงจะคุ้ม?
หนึ่งในความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของผู้ซื้อคือความกลัวว่าจะ “จ่ายแพงเกินไป” สำหรับฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น หรือในทางกลับกันคือ “ประหยัดเกินไป” จนได้สินค้าที่ไม่ตอบโจทย์และต้องทนใช้ไปอีกหลายปี การทำความเข้าใจว่าส่วนต่างของราคาระหว่างซีรีส์ S และซีรีส์ P นั้นแลกมากับอะไรบ้าง จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด
ส่วนต่างของราคาประมาณ 5,000 – 8,000 ฿ ไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับเทคโนโลยีหน้าจอที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนถึงคุณภาพของส่วนประกอบอื่นๆ ที่ส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมและอายุการใช้งานในระยะยาวด้วย
- ประสิทธิภาพการประมวลผล: ทีวีซีรีส์ P มักมาพร้อมกับชิปประมวลผลที่ทรงพลังกว่า ซึ่งหมายถึงการเปิดแอปพลิเคชันที่รวดเร็วขึ้น การนำทางในเมนูต่างๆ ที่ลื่นไหลกว่า และการตอบสนองต่อคำสั่งที่ฉับไวกว่า สิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในวันแรก แต่เมื่อใช้งานไป 2-3 ปี ทีวีที่มีฮาร์ดแวร์ที่ช้ากว่าอาจเริ่มแสดงอาการหน่วง ซึ่งอาจสร้างความรำคาญใจได้
- อายุการใช้งานของแผงจอ: แม้จะไม่มีการรับประกันอย่างเป็นทางการ แต่แผงจอคุณภาพสูงในซีรีส์ P ที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง QLED มักจะมีความทนทานต่ออาการจอเบิร์น (Burn-in) และคงความสดใสของสีได้ยาวนานกว่า
- ความพึงพอใจในการใช้งาน: ลองใช้แนวคิด “ต้นทุนต่อการใช้งาน (Cost per use)” หากคุณและครอบครัวใช้เวลาดูทีวีเฉลี่ยวันละ 4-5 ชั่วโมง การลงทุนเพิ่มในซีรีส์ P ที่ให้ภาพและเสียงที่น่าพึงพอใจกว่า อาจหมายถึงต้นทุนต่อชั่วโมงความบันเทิงที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ในทางกลับกัน หากงบประมาณของคุณมีจำกัดจริงๆ การเลือกซีรีส์ S ในช่วงที่มีโปรโมชั่นลดราคาอาจเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้สามารถนำไปลงทุนกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น Soundbar คุณภาพดี หรือสาย HDMI 2.1 ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์โดยรวมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการและงบประมาณของคุณอย่างรอบคอบ
เคล็ดลับการเลือกซื้อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานจริง
การเลือกทีวีที่เหมาะสมไม่ได้จบลงที่การเปรียบเทียบสเปกและราคา แต่ยังรวมถึงการพิจารณาว่าจะนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบใด เพื่อให้คุณได้ประโยชน์สูงสุดจากทีวีเครื่องใหม่และยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด นี่คือเคล็ดลับเชิงปฏิบัติบางประการที่ควรพิจารณา
1. การจัดการความร้อนและการระบายอากาศ: ในสภาพอากาศร้อนชื้น ความร้อนสะสมคือศัตรูตัวฉกาจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อติดตั้งทีวี ควรเว้นระยะห่างระหว่างด้านหลังของเครื่องกับผนังอย่างน้อย 10-15 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทและระบายความร้อนออกจากแผงวงจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการติดตั้งในตู้ที่ปิดทึบ หรือบริเวณที่โดนแสงแดดส่องโดยตรงเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้อายุการใช้งานของทีวีสั้นลง
2. การปรับตั้งค่าภาพเบื้องต้น: ทีวีที่ตั้งโชว์ในร้านค้ามักจะถูกปรับไปที่โหมด “Vivid” หรือ “Dynamic” เพื่อให้สีสันดูสดใสและดึงดูดสายตา แต่เมื่อนำมาใช้งานในบ้าน โหมดนี้อาจทำให้สีดูจัดจ้านเกินจริงและทำให้ปวดตาได้ เมื่อติดตั้งทีวีเสร็จแล้ว ให้ลองเข้าไปที่เมนูการตั้งค่าภาพ (Picture Settings) และเปลี่ยนเป็นโหมด “Movie”, “Cinema” หรือ “Filmmaker Mode” ซึ่งจะให้สีสันที่ใกล้เคียงกับที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการให้เห็นมากที่สุด
3. ตรวจสอบพอร์ตการเชื่อมต่อ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบจำนวนและประเภทของพอร์ต HDMI ที่ด้านหลังทีวีให้แน่ใจว่าเพียงพอต่ออุปกรณ์ทั้งหมดที่คุณมี ลองนับดูว่าคุณต้องเชื่อมต่ออะไรบ้าง เช่น กล่องรับสัญญาณ, เครื่องเล่นเกมคอนโซล, เครื่องเล่น Blu-ray และ Soundbar การมีพอร์ต HDMI ไม่เพียงพออาจทำให้คุณต้องคอยสลับสายไปมาหรือต้องซื้ออุปกรณ์เสริมอย่าง HDMI Switch เพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งสร้างความไม่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ทีวี TCL มีอายุการใช้งานนานแค่ไหนในสภาพอากาศร้อนชื้น?
A: โดยทั่วไปทีวีสมัยใหม่มีอายุการใช้งานแผงจอประมาณ 5-7 ปีหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งใกล้แหล่งความร้อนโดยตรงและตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการระบายอากาศด้านหลังเครื่องที่ดี เพื่อยืดอายุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในให้ทนทานต่ออุณหภูมิสูง - Q: ความแตกต่างหลักระหว่าง QLED และ LED ธรรมดาในซีรีส์ P และ S คืออะไร?
A: QLED (มักพบในซีรีส์ P) ใช้ชั้นควอนตัมดอทช่วยกรองแสง ทำให้สีสันสดใสและแม่นยำกว่า LED ธรรมดา (มักพบในซีรีส์ S) ที่มีขอบเขตสีแคบกว่า หากคุณให้ความสำคัญกับความสมจริงของสีและการดูภาพยนตร์ QLED จะให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด - Q: จำเป็นต้องซื้อ Soundbar แยกหรือไม่หากซื้อทีวีซีรีส์ S?
A: ทีวีซีรีส์ S มีลำโพงในตัวที่เพียงพอสำหรับการดูข่าวหรือละครทั่วไป แต่หากชอบดูภาพยนตร์แอคชั่นหรือฟังเพลง เบสอาจไม่ลึกพอ การซื้อ Soundbar เพิ่มเติมจะช่วยยกระดับประสบการณ์เสียงได้อย่างมาก โดยเฉพาะในงบประมาณที่ไม่สูงนัก - Q: จะตรวจสอบได้อย่างไรว่ารุ่นที่ซื้อมาเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดและไม่ตกรุ่น?
A: ตรวจสอบปีการผลิต (Model Year) ที่ระบุในชื่อรุ่นหรือบนกล่องสินค้า โดยปกติแบรนด์จะอัปเดตรุ่นใหม่ทุกปี ควรเปรียบเทียบหมายเลขรุ่นกับข้อมูลบนเว็บไซต์ทางการล่าสุด และหลีกเลี่ยงรุ่นที่วางขายมานานกว่า 2 ปีแล้ว เพื่อรับประกันการอัปเดตซอฟต์แวร์และความเข้ากันได้กับแอปพลิเคชันใหม่ๆ








