สรุปสำคัญ
- สูตรกันน้ำและดูดซับความมันคือหัวใจหลัก: เลือกแป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของซิลิกาหรือดินขาวซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น เพื่อป้องกันเครื่องสำอางละลายเป็นคราบระหว่างเดินทาง
- เทคนิคการทาสำคัญพอๆ กับผลิตภัณฑ์: การใช้พัฟกดเบาๆ บริเวณทีโซนก่อนออกจากบ้านและการเติมแป้งระหว่างวันอย่างถูกวิธี ช่วยยืดอายุความแมตต์ได้นานกว่า 8 ชั่วโมง
- ราคาไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพเสมอไป: ผลิตภัณฑ์ช่วงราคา 39 – 500 ฿ มักมีคุณสมบัติควบคุมความมันที่ดีเยี่ยมสำหรับใช้งานประจำวัน ในขณะที่ช่วงราคาสูงกว่า 1,000 ฿ อาจเน้นเรื่องเนื้อสัมผัสละเอียดและส่วนบำรุงผิวเพิ่มเติม
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า


![[สินค้าหมดอายุ 21/07/26] Faris By Naris Zokyo Translucent Oil Control Loose Powder 6 กรัม แป้งฝุ่น](https://th-live.slatic.net/p/60a9289f72b1ba9a56066b86ad554c6b.jpg)


ทำไมแป้งฝุ่นทั่วไปจึงเอาไม่อยู่เมื่อต้องเผชิญกับความร้อนและความชื้น
เคยรู้สึกไหมว่าเพิ่งแต่งหน้าออกจากบ้านได้ไม่ถึงชั่วโมง แต่ผิวกลับดูมันเยิ้มราวกับไม่ได้ทาแป้งมาเลย? โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางฝ่าแดดจัดหรืออยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะและความกังวลว่าเครื่องสำอางจะไหลเป็นคราบ ทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจไปตลอดทั้งวัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณเลือกแป้งผิดเบอร์ แต่เป็นเพราะแป้งฝุ่นทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับศัตรูตัวฉกาจอย่าง “ความร้อน” และ “ความชื้น” ในสภาพอากาศแบบบ้านเรา
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เราต้องแยกแยะระหว่าง “ความมันจากต่อมไขมัน” และ “ความชื้นจากเหงื่อ” ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่ทำให้เครื่องสำอาง “ละลาย”
- ความมันจากต่อมไขมัน (Sebum): เป็นน้ำมันที่ผิวผลิตขึ้นตามธรรมชาติเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ในสภาพอากาศร้อน ต่อมไขมันจะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักขึ้น ทำให้ผิวหน้าดูมันวาวได้ง่าย
- ความชื้นจากเหงื่อ (Sweat): เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายจะขับเหงื่อออกมาเพื่อระบายความร้อน เหงื่อซึ่งมีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ จะเข้าไปผสมกับรองพื้นและแป้งที่อยู่บนผิว ทำให้เม็ดสีของเครื่องสำอางจับตัวกันไม่แน่นและเกิดการหลุดลอก
แป้งฝุ่นทั่วไปส่วนใหญ่มักมีคุณสมบัติในการดูดซับความมัน (Sebum) ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อต้องเจอกับความชื้นจากเหงื่อในปริมาณมาก อนุภาคแป้งเหล่านั้นจะอิ่มตัวอย่างรวดเร็วและไม่สามารถดูดซับอะไรได้อีก ผลลัพธ์ที่ได้คือชั้นเครื่องสำอางที่ผสมปนเปกันระหว่างน้ำมัน เหงื่อ และแป้ง กลายเป็นคราบที่ไม่สม่ำเสมอและตกร่องได้ง่าย นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกแป้งฝุ่นที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อความรู้สึกสบายผิวและความมั่นใจตลอดวัน
องค์ประกอบสำคัญในแป้งฝุ่นสำหรับผิวมันและเหงื่อออกง่าย
เมื่อเข้าใจแล้วว่าความท้าทายหลักคือการจัดการทั้งความมันและเหงื่อ ขั้นตอนต่อไปคือการเรียนรู้ที่จะอ่านฉลากและมองหาส่วนผสมที่เป็นฮีโร่ในการควบคุมสถานการณ์บนผิวหน้าของคุณ การเลือกแป้งฝุ่นที่ใช่เปรียบเสมือนการมีเกราะป้องกันที่มองไม่เห็น ช่วยให้ผิวดูสดชื่นและแมตต์สวยได้ยาวนานขึ้น
ส่วนผสมหลักที่ควรมองหาในแป้งฝุ่นคุมมันสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น ได้แก่:

- ซิลิกา (Silica): เป็นส่วนผสมยอดนิยมที่สุดในแป้งฝุ่นคุมมัน มีลักษณะเป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กที่มีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้มีคุณสมบัติดูดซับความมันและความชื้นได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง ซิลิกายังช่วยเบลอรูขุมขนและริ้วรอยเล็กๆ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นทันทีที่ใช้
- ดินขาว (Kaolin Clay): เป็นส่วนผสมจากธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว มีคุณสมบัติดูดซับความมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันและผิวผสม ช่วยให้ผิวรู้สึกสะอาดและสดชื่น
- เทคโนโลยีไมโครพาวเดอร์ (Micro-powder Technology): แป้งฝุ่นหลายยี่ห้อในปัจจุบันใช้นวัตกรรมที่ทำให้อนุภาคแป้งมีขนาดเล็กและละเอียดเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เนื้อแป้งบางเบา ไม่หนักหน้า แต่ยังเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซับความมันและความชื้นได้มากขึ้น ทำให้ควบคุมความมันได้ยาวนานกว่าแป้งแบบดั้งเดิม
นอกจากส่วนผสมที่ช่วยดูดซับความมันแล้ว อีกหนึ่งคำสำคัญที่คุณควรมองหาบนบรรจุภัณฑ์คือ “Non-comedogenic” ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการทดสอบแล้วว่ามีโอกาสน้อยที่จะก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน เมื่อเหงื่อและความมันผสมกับเครื่องสำอาง ความเสี่ยงที่รูขุมขนจะอุดตันและกลายเป็นสิวจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Non-comedogenic จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสิวอุดตันได้เป็นอย่างดี
ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมบางอย่างที่อาจไม่เป็นมิตรกับผิวมันในสภาพอากาศร้อน เช่น น้ำมันมิเนอรัล (Mineral Oil) หรือส่วนผสมที่มีน้ำมันเป็นเบสในปริมาณสูง เพราะอาจเพิ่มความมันเยิ้มและทำให้รู้สึกหนักผิวได้
Quick Comparison: คุณสมบัติที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ
| ประเภทแป้งฝุ่น | จุดเด่นด้านการควบคุมความมัน | เนื้อสัมผัสและความบางเบา | ช่วงราคาโดยประมาณ (฿) | เหมาะกับไลฟ์สไตล์ใด |
|---|---|---|---|---|
| แป้งฝุ่นสูตร Matte Finish | ดูดซับความมันได้สูงสุด ลดความเงาได้ทันที | อาจมีความหนาเล็กน้อยหากทามากเกินไป | 150 – 800 ฿ | ผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ หรือผิวมันมาก |
| แป้งฝุ่นสูตร Translucent/ใส | เน้นเซตเมคอัพให้ติดทน ไม่เปลี่ยนสีรองพื้น | บางเบา ธรรมชาติ ไม่หนักหน้า | 300 – 2,100 ฿ | ผู้ที่ต้องการลุคธรรมชาติและใช้ร่วมกับการแต่งหน้าเต็มรูปแบบ |
| แป้งฝุ่นออร์แกนิก/แร่ธาตุ | อ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย ระบายอากาศได้ดี | เนื้อสัมผัสอาจหยาบกว่าเล็กน้อยแต่ปลอดภัย | 400 – 1,500 ฿ | ผู้ที่มีผิว敏感 หรือต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์ |
เทคนิคการลงแป้งฝุ่นให้ติดทนตลอดวันแม้ในฤดูร้อน
การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่ในมือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ อีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับเทคนิคการใช้งานที่ถูกต้อง การลงแป้งฝุ่นอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่จะช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนานขึ้น แต่ยังช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่หนาเตอะเป็นหน้ากาก การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยล็อกความแมตต์ให้ผิวคุณได้ตลอดวัน
ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมผิวคือพื้นฐานที่สำคัญ ก่อนลงแป้ง ควรแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและครีมกันแดดที่คุณทาไปก่อนหน้าได้เซตตัวและซึมเข้าสู่ผิวจนหมดแล้ว ควรรออย่างน้อย 5-10 นาที หลังจากทาครีมกันแดด การลงแป้งบนผิวที่ยังชื้นจากสกินแคร์จะทำให้แป้งจับตัวเป็นก้อนและเป็นคราบได้ง่าย
ขั้นตอนที่ 2: เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม
- พัฟ (Puff): เหมาะสำหรับการเซตเมคอัพที่ต้องการความแน่นและติดทนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง) ที่มีความมันมากกว่าส่วนอื่น พัฟช่วยกดแป้งให้แนบสนิทไปกับผิวได้ดี
- แปรง (Brush): เหมาะสำหรับการลงแป้งแบบบางเบา ทั่วทั้งใบหน้าเพื่อให้ได้ลุคที่เป็นธรรมชาติ หรือใช้ปัดแป้งส่วนเกินออก ควรเลือกแปรงที่มีขนนุ่มฟูและไม่แน่นจนเกินไป
ขั้นตอนที่ 3: เทคนิค “กด” แทนการ “ปัด” นี่คือเคล็ดลับที่สำคัญที่สุด เทแป้งฝุ่นลงบนฝ่ามือหรือฝาผลิตภัณฑ์ จากนั้นใช้พัฟหรือแปรงแตะแป้งขึ้นมา เคาะส่วนเกินออกเล็กน้อย แล้วใช้วิธี “กดซับ” เบาๆ ลงบนผิว โดยเริ่มจากบริเวณทีโซนก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ไปยังส่วนอื่นๆ ของใบหน้า การกดจะช่วยให้แป้งยึดเกาะกับรองพื้นและผิวได้ดีกว่าการปัดหรือถู ซึ่งอาจไปรบกวนชั้นรองพื้นที่ลงไว้ก่อนหน้า
ขั้นตอนที่ 4: การเติมแป้งระหว่างวันอย่างมืออาชีพ เมื่อรู้สึกว่าหน้าเริ่มมันระหว่างวัน อย่าเพิ่งรีบหยิบแป้งขึ้นมาเติมทันที! สิ่งแรกที่ต้องทำคือใช้กระดาษซับมัน หรือทิชชูซับความมันส่วนเกินออกก่อนอย่างเบามือ การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้แป้งที่เติมลงไปใหม่จับตัวกับความมันและความชื้นจนเป็นคราบหนา หลังจากซับหน้าจนรู้สึกสบายผิวแล้ว จึงใช้พัฟกดแป้งฝุ่นเบาๆ เฉพาะบริเวณที่จำเป็นเท่านั้น วิธีนี้จะทำให้ผิวของคุณกลับมาดูสดชื่นเรียบเนียนเหมือนเพิ่งแต่งหน้าใหม่
การดูแลผิวระหว่างวันเมื่อต้องเดินทางในพื้นที่ร้อนชื้น
การเดินทางในสภาพอากาศร้อนชื้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปสถานีรถไฟฟ้า การรอรถโดยสาร หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน มักทำให้ผิวหน้าต้องเผชิญกับความมันและเหงื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีแผนจัดการกับปัญหาหน้าเยิ้มระหว่างวันจะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจและสบายตัวมากขึ้น นี่คือแนวทางง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
พกพาไอเทมฉบับกะทัดรัด: การเตรียมพร้อมคือสิ่งสำคัญที่สุด ในกระเป๋าถือของคุณควรมี “ชุดกู้ชีพผิว” ขนาดพกพา ซึ่งประกอบไปด้วย:
- กระดาษซับมัน: พระเอกตัวจริงที่ช่วยกำจัดความมันวาวได้ทันทีโดยไม่รบกวนเครื่องสำอาง ควรเลือกใช้โดยการกดซับเบาๆ ไม่ใช่การถู
- แป้งฝุ่นอัดแข็ง (Pressed Powder) หรือแป้งฝุ่นขนาดเดินทาง: หลังจากใช้กระดาษซับมันแล้ว การเติมแป้งฝุ่นอัดแข็งที่มีกระจกในตัวจะสะดวกและรวดเร็วกว่าการใช้แป้งฝุ่นแบบกระปุก เลือกตลับที่บางเบาและพกพาง่าย เพื่อให้คุณสามารถเติมความสวยได้ทุกที่ทุกเวลา
หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าด้วยมือ: มือของเราเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค แบคทีเรีย และความมัน การใช้มือสัมผัส ลูบ หรือเกาใบหน้าโดยไม่จำเป็น จะเป็นการนำพาสิ่งสกปรกเหล่านั้นไปสู่ผิวหน้าโดยตรง ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้หน้ามันขึ้น แต่ยังอาจกระตุ้นให้เกิดการอุดตันและสิวอักเสบได้อีกด้วย หากจำเป็นต้องสัมผัสใบหน้า ควรแน่ใจว่ามือของคุณสะอาด หรือใช้ทิชชูเป็นตัวกลางแทน
สเปรย์น้ำแร่เพื่อความสดชื่น: การฉีดสเปรย์น้ำแร่ระหว่างวันเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเติมความชุ่มชื้นและลดอุณหภูมิผิว ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่มีข้อควรระวังคือ หลังจากฉีดแล้วควรรอให้แห้งเองหรือใช้ทิชชูซับเบาๆ อย่าปล่อยให้หยดน้ำแห้งคาอยู่บนผิว เพราะกระบวนการระเหยอาจดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวไป ทำให้ผิวแห้งกว่าเดิมได้ในระยะยาว หลังจากซับน้ำแร่ส่วนเกินออกแล้ว คุณอาจจะเติมแป้งฝุ่นทับบางๆ อีกชั้นเพื่อล็อกความสดชื่นให้อยู่กับผิว
การดูแลผิวระหว่างวันไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่เป็นการสร้างนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพผิวและความมั่นใจของคุณในระยะยาว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แป้งฝุ่นสำหรับสภาพอากาศร้อน
แม้จะเลือกแป้งฝุ่นคุมมันที่ดีที่สุดและมีเทคนิคการทาที่ถูกต้อง แต่บางครั้งผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ นั่นอาจเป็นเพราะพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้ามไป ซึ่งกลับกลายเป็นตัวการทำลายความสวยของเมคอัพโดยไม่รู้ตัว ลองตรวจสอบดูว่าคุณกำลังทำข้อผิดพลาดเหล่านี้อยู่หรือไม่
- การลงแป้งหนาเกินไปเพราะกลัวไม่ติดทน: เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ การโบกแป้งหนาๆ ไม่ได้ช่วยให้คุมมันได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเหงื่อออก อนุภาคแป้งที่หนาเตอะจะดูดซับความชื้นแล้วจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้เกิด “รอยแตก” หรือ Cakey Effect ที่เห็นได้ชัดและแก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรลงแป้งแต่เพียงบางเบา แล้วพกติดตัวไว้สำหรับเติมระหว่างวันจะดีกว่า
- ใช้แป้งฝุ่นที่หมดอายุหรือเก็บรักษาไม่ดี: แป้งฝุ่นก็มีวันหมดอายุเช่นกัน โดยปกติแล้วจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปีหลังเปิดใช้ เมื่อแป้งหมดอายุ ประสิทธิภาพในการดูดซับความชื้นและความมันจะลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ การเก็บแป้งไว้ในที่ร้อนชื้น เช่น ห้องน้ำหรือในรถที่จอดตากแดด จะทำให้แป้งเสื่อมสภาพเร็วขึ้นและอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย
- ไม่เคยทำความสะอาดพัฟหรือแปรง: อุปกรณ์แต่งหน้าที่สกปรกคือแหล่งเพาะเชื้อชั้นดี พัฟที่เต็มไปด้วยคราบแป้งเก่า ความมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว จะทำให้การเกลี่ยแป้งไม่สม่ำเสมอและอาจก่อให้เกิดสิวได้ ควรทำความสะอาดพัฟและแปรงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดีและเพื่อให้แป้งกระจายตัวบนผิวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- ข้ามขั้นตอนการใช้กระดาษซับมัน: ดังที่กล่าวไปข้างต้น การเติมแป้งทับลงบนผิวที่มันเยิ้มและชุ่มเหงื่อโดยตรง คือหายนะของการแต่งหน้า เพราะจะทำให้แป้งจับตัวเป็นคราบหนาและดูไม่เป็นธรรมชาติ การสละเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อซับหน้าก่อนเติมแป้ง จะสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลให้กับผลลัพธ์สุดท้าย
การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้แป้งฝุ่นคุมมันที่คุณลงทุนซื้อมาได้แสดงศักยภาพสูงสุด และช่วยให้คุณสวยมั่นใจได้ตลอดวันอย่างแท้จริง
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: ควรเติมแป้งฝุ่นบ่อยแค่ไหนระหว่างวันที่อากาศร้อนจัด?
A: ไม่จำเป็นต้องเติมตลอดเวลาค่ะ ควรสังเกตเมื่อเริ่มมีความมันสะสมบริเวณทีโซน (หน้าผาก, จมูก, คาง) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องดูแลแล้ว โดยปกติแล้วสำหรับคนผิวมัน การเติม 1-2 ครั้งในช่วงบ่ายก็เพียงพอ การเติมบ่อยเกินไปอาจทำให้แป้งจับตัวเป็นคราบและดูหนาผิดปกติได้ ควรเน้นการซับมันออกก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ - Q: แป้งฝุ่นราคาหลักร้อยกับหลักพันต่างกันอย่างไรในเรื่องการคุมมัน?
A: ความแตกต่างมักอยู่ที่เนื้อสัมผัส ความละเอียดของอนุภาคแป้ง และส่วนผสมบำรุงผิวเพิ่มเติม มากกว่าประสิทธิภาพการดูดซับความมันพื้นฐานค่ะ แป้งราคาประหยัดหลายแบรนด์ในท้องตลาดสามารถควบคุมความมันได้ดีเยี่ยมสำหรับใช้งานประจำวัน ขณะที่แบรนด์หรูอาจเน้นนวัตกรรมเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดดุจกำมะหยี่ หรือมีส่วนผสมบำรุงที่ช่วยให้ผิวดูดีในระยะยาว การเลือกจึงขึ้นอยู่กับงบประมาณและความพึงพอใจในเนื้อสัมผัสส่วนบุคคล - Q: ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายสามารถใช้แป้งฝุ่นคุมมันได้หรือไม่?
A: สามารถใช้ได้ค่ะ แต่ควรใส่ใจในการเลือกเป็นพิเศษ ควรมองหาสูตรที่ระบุว่า “Hypoallergenic” (ผ่านการทดสอบการแพ้), “Fragrance-Free” (ปราศจากน้ำหอม) และ “Paraben-Free” (ปราศจากพาราเบน) แป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมจากแร่ธาตุธรรมชาติ (Mineral Makeup) มักเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ก่อนใช้งานจริงบนใบหน้า ควรทดสอบการแพ้โดยทาผลิตภัณฑ์เล็กน้อยบริเวณหลังใบหูหรือท้องแขนทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงเพื่อดูปฏิกิริยา - Q: หากเหงื่อออกมากจนแป้งหลุด ควรแก้ไขอย่างไรโดยไม่ให้หน้าดูเค้ก?
A: ใจเย็นๆ และอย่าเพิ่งถูค่ะ ให้ใช้กระดาษซับมันหรือทิชชูเนื้อนุ่มแตะซับเบาๆ เพื่อดูดซับเหงื่อและความชื้นส่วนเกินออกก่อนอย่างอ่อนโยนที่สุด จากนั้นรอสักครู่ให้ผิวแห้งสนิท แล้วจึงใช้พัฟสะอาดหรือแปรงแตะแป้งฝุ่นในปริมาณน้อยมากๆ แล้วกดเบาๆ เฉพาะจุดที่จำเป็น เช่น บริเวณที่แป้งหลุดหรือมีความมันวาว การแก้ไขเฉพาะจุดจะช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนโดยไม่ดูหนาหรือเป็นคราบค่ะ







