สรุปสำคัญ
- สูตรต้องไม่อุดตัน (Non-comedogenic): การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดเจนว่า “Non-comedogenic” หรือ “ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิว เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นที่ต่อมไขมันทำงานหนัก
- เทคนิคการลงรองพื้นแบบชั้นบาง: การสร้างการปกปิดด้วยการทารองพื้นบางๆ หลายชั้น (Layering) จะช่วยให้คุณสามารถกลบรอยแดงและรอยดำจากสิวได้อย่างเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติกว่าการทาหนาๆ ในครั้งเดียว เทคนิคนี้ยังช่วยลดปัญหาเครื่องสำอางจับตัวเป็นก้อนหรือหลุดล่อนระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การเตรียมผิวคือกุญแจสำคัญ: ผิวที่ชุ่มชื้นอย่างเหมาะสมแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ คือพื้นฐานที่ทำให้รองพื้นยึดเกาะผิวได้ดีและติดทนนานขึ้น การเตรียมผิวที่ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้รองพื้นไปเน้นบริเวณผิวที่แห้งลอกเป็นขุย ซึ่งมักเกิดจากการใช้ยารักษาสิว
🛍️ สินค้าแนะนำสำหรับบทความนี้
ราคาอ้างอิงเท่านั้น กรุณาตรวจสอบราคาล่าสุดที่หน้าสินค้า





ทำไมผิวเป็นสิวจึงต้องการครีมรองพื้นเฉพาะทาง?
การรับมือกับผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวในสภาพอากาศร้อนและมีความชื้นสูงนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ผิวประเภทนี้มักมีลักษณะเป็นผิวผสมที่ซับซ้อน คือมีความมันวาวบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง) แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีบางส่วนที่แห้งลอกเป็นขุย โดยเฉพาะบริเวณที่ใช้ยารักษาสิว นอกจากนี้ รอยแดงจากการอักเสบและรอยดำที่ทิ้งไว้หลังสิวหายก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจ
การใช้ครีมรองพื้นทั่วไปที่มีเนื้อสัมผัสหนักและให้การปกปิดสูง แม้จะช่วยกลบรอยสิวได้ในตอนแรก แต่อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมในระยะยาว ส่วนผสมบางชนิดในรองพื้นทั่วไป เช่น น้ำมัน ซิลิโคน หรือแอลกอฮอล์บางประเภท อาจเข้าไปอุดตันรูขุมขนที่บอบบางอยู่แล้ว ทำให้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับความร้อนและเหงื่อ ยิ่งทำให้เครื่องสำอางหลุดลอกและจับตัวเป็นคราบได้ง่าย ทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน
ดังนั้น การค้นหาจุดสมดุลที่ลงตัว ระหว่างการปกปิดรอยตำหนิได้อย่างมีประสิทธิภาพกับการปล่อยให้ผิวได้ “หายใจ” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกรองพื้นสำหรับผิวเป็นสิวโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อผิวประเภทนี้มักมีสูตรที่บางเบา ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) และบางครั้งยังมีส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิวหรือควบคุมความมัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ผิวดูสวยงามขึ้น แต่ยังช่วยดูแลผิวที่เป็นสิวไปในตัวอีกด้วย
เกณฑ์การเลือกครีมรองพื้นสำหรับผิวมีปัญหา
การตัดสินใจเลือกซื้อครีมรองพื้นสำหรับผิวเป็นสิวต้องพิจารณามากกว่าแค่เฉดสีที่ตรงกับผิว แต่ต้องเจาะลึกไปถึงส่วนผสมและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้รองพื้นที่ทั้งช่วยปกปิดและไม่ทำร้ายผิวในระยะยาว
1. สูตรต้องไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic Formula)

นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด มองหาคำว่า “Non-comedogenic” บนฉลากผลิตภัณฑ์ ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการทดสอบแล้วว่ามีโอกาสน้อยที่จะอุดตันรูขุมขนและก่อให้เกิดสิว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอมสังเคราะห์ หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง
2. ระดับการปกปิด (Coverage) ที่เหมาะสม ระดับการปกปิดของรองพื้นมีตั้งแต่เบาบาง (Light) ไปจนถึงสูง (Full Coverage)
- Light to Medium Coverage: เหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยสิวไม่มากนัก หรือต้องการลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ สามารถใช้คอนซีลเลอร์ปกปิดเฉพาะจุดเพิ่มเติมได้
- Medium to Full Coverage: เหมาะสำหรับผู้ที่มีรอยแดง รอยดำ หรือสิวอักเสบจำนวนมากที่ต้องการการปกปิดเป็นพิเศษ แต่ต้องระวังไม่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์หนาจนเกินไป ควรใช้วิธีการลงแบบบางๆ หลายชั้นแทน
3. เนื้อสัมผัส (Texture) ที่เข้ากับสภาพผิว
- เนื้อแมตต์ (Matte): เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มีผิวมันมาก เพราะมีคุณสมบัติช่วยควบคุมความมันส่วนเกิน ทำให้ผิวดูเรียบเนียน ไม่มันวาวตลอดวัน อย่างไรก็ตาม หากคุณมีผิวแห้งเป็นบางจุด เนื้อแมตต์อาจไปเน้นความแห้งกร้านให้ชัดเจนขึ้นได้
- เนื้อซาติน (Satin) หรือเนื้อธรรมชาติ (Natural Finish): ให้ลุคที่ดูเป็นผิวสุขภาพดี มีความโกลว์เล็กน้อย ไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป เหมาะสำหรับผิวผสมหรือผิวแพ้ง่าย แต่ในสภาพอากาศร้อน อาจต้องใช้แป้งฝุ่นเซ็ตบริเวณทีโซนเพื่อควบคุมความมันระหว่างวัน
4. ส่วนผสมบำรุงผิว (Skincare-Infused Ingredients) ปัจจุบันมีรองพื้นหลายยี่ห้อที่ใส่ส่วนผสมบำรุงผิวเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผิวเป็นสิว ควรมองหาส่วนผสมเช่น:
- ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide): ช่วยควบคุมความมัน ปลอบประโลมรอยแดง และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว
- กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid): ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและป้องกันการอุดตัน (ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและทดสอบก่อนว่าไม่ระคายเคือง)
- สารสกัดจากพืชที่ช่วยปลอบประโลมผิว (Soothing Extracts): เช่น สารสกัดจากใบบัวบก (Centella Asiatica) หรือชาเขียว (Green Tea) ที่ช่วยลดการอักเสบและรอยแดง
Quick Comparison: เปรียบเทียบเนื้อสัมผัสและระดับการปกปิด
| ประเภทเนื้อสัมผัส | ระดับการปกปิด | เหมาะกับสภาพผิว | ข้อควรระวังในอากาศร้อน | ช่วงราคาโดยประมาณ (฿) |
|---|---|---|---|---|
| เนื้อแมตต์ (Matte) | ปานกลางถึงสูง | ผิวมันมาก มีสิวอักเสบ | อาจดูแห้งกร้านหากผิวขาดน้ำ | 59 – 800 ฿ |
| เนื้อซาติน/ธรรมชาติ | ปานกลาง | ผิวผสม ผิวแพ้ง่าย | อาจเยิ้มเร็วหากไม่เซ็ตแป้ง | 300 – 1,500 ฿ |
| เนื้อคุชชั่น/ทินต์ | เบาบาง | ผิวเป็นสิวเล็กน้อย รอยแดง | ต้องเติมบ่อยระหว่างวัน | 200 – 2,590 ฿ |
เทคนิคการปกปิดรอยสิวและรอยแดงให้ดูเป็นธรรมชาติ
การมีรองพื้นที่ดีเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ เทคนิคการลงที่ถูกต้องจะช่วยยกระดับการปกปิดให้เรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ และติดทนนานขึ้น โดยไม่ทำให้ผิวระคายเคืองหรือดูหนาเตอะ
ขั้นตอนที่ 1: การแก้ไขสีผิว (Color Correcting) สำหรับรอยแดงที่เห็นได้ชัดจากสิวอักเสบ การใช้ Color Corrector สีเขียว จะช่วยปรับแก้โทนสีได้ดีที่สุด
- ใช้คอร์เรคเตอร์สีเขียวในปริมาณน้อยมากๆ แตะเบาๆ เฉพาะบริเวณที่มีรอยแดงจัด
- ใช้นิ้วนางหรือฟองน้ำขนาดเล็กเกลี่ยเบาๆ ให้เนื้อผลิตภัณฑ์กลืนไปกับผิว อย่าถูแรงเพราะจะทำให้รอยแดงชัดขึ้น
- รอให้คอร์เรคเตอร์เซ็ตตัวสักครู่ก่อนลงรองพื้น
ขั้นตอนที่ 2: เทคนิคการลงรองพื้นแบบ “แตะเบาๆ” หัวใจสำคัญของการลงรองพื้นบนผิวเป็นสิวคือ การหลีกเลี่ยงการถูหรือปาด เพราะจะไปรบกวนผิวบริเวณที่เป็นสิวและทำให้เครื่องสำอางหลุดลอกได้ง่าย
- การใช้ฟองน้ำ: ชุบฟองน้ำให้หมาดๆ บีบน้ำส่วนเกินออกจนหมด แตะรองพื้นแล้วค่อยๆ กดเบาๆ ย้ำๆ (Dabbing Motion) ลงบนผิว การทำเช่นนี้จะช่วยให้รองพื้นยึดเกาะผิวได้ดีและสร้างการปกปิดที่เรียบเนียน
- การใช้แปรง: เลือกใช้แปรงหัวแบนหนาแน่น (Dense Flat-Top Brush) แตะรองพื้นแล้วใช้วิธีการกดและหมุนวนเบาๆ (Stippling and Buffing) เพื่อเบลอรูขุมขนและปกปิดรอยต่างๆ
ขั้นตอนที่ 3: การปกปิดเฉพาะจุดด้วยคอนซีลเลอร์ (Spot Concealing) หลังจากลงรองพื้นทั่วใบหน้าแล้ว หากยังมีรอยสิวที่เห็นได้ชัดอยู่ ให้ใช้คอนซีลเลอร์เพื่อเพิ่มการปกปิดเฉพาะจุด
- เลือกคอนซีลเลอร์ที่มีเฉดสีตรงกับรองพื้นหรือสว่างกว่าเล็กน้อย
- ใช้แปรงหัวเล็กหรือปลายนิ้วแตะคอนซีลเลอร์ลงบนรอยสิวโดยตรง
- รอประมาณ 30-60 วินาที เพื่อให้คอนซีลเลอร์เซ็ตตัวเล็กน้อย จะทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์เข้มข้นขึ้นและปกปิดได้ดีขึ้น
- จากนั้นใช้นิ้วนางหรือฟองน้ำค่อยๆ แตะเบาๆ ที่ขอบของคอนซีลเลอร์เพื่อเบลนด์ให้กลืนไปกับรองพื้นโดยรอบ
ขั้นตอนที่ 4: การเซ็ตเครื่องสำอางเพื่อความติดทน ในสภาพอากาศร้อนชื้น การเซ็ตแป้งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้รองพื้นไหลเยิ้ม
- ใช้แป้งฝุ่นโปร่งแสง (Translucent Powder) ที่มีเนื้อละเอียดและควบคุมความมัน
- เน้นเซ็ตเฉพาะจุด: ใช้แปรงขนาดเล็กแตะแป้งแล้วกดเบาๆ เฉพาะบริเวณทีโซน ใต้ตา และข้างจมูก ซึ่งเป็นบริเวณที่มักจะมันง่าย การทำเช่นนี้จะช่วยคงความโกลว์ของผิวในส่วนอื่นไว้ ทำให้หน้าไม่ดูแบนหรือแห้งจนเกินไป
การเตรียมผิวก่อนลงรองพื้นเพื่อป้องกันปัญหาผิวลอก
หนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนเป็นสิวคือการที่รองพื้นไปเน้นบริเวณผิวที่แห้งลอกเป็นขุย ซึ่งมักเกิดจากการใช้ยารักษาสิว ทำให้เมคอัพดูไม่เรียบเนียนและตกร่อง ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการเตรียมผิวที่ถูกต้องและให้ความสำคัญกับความชุ่มชื้น
1. ทำความสะอาดและปรับสภาพผิวอย่างอ่อนโยน เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและไม่มีฟองมากเกินไป เพื่อไม่ให้ผิวแห้งตึง จากนั้นใช้โทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์เพื่อปรับสมดุลค่า pH ของผิวและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
2. เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสม ความชุ่มชื้นคือหัวใจสำคัญ แต่ต้องเลือกเนื้อสัมผัสให้ถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงครีมเนื้อหนักหรือน้ำมัน: ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจทำให้ผิวมันเยิ้มและทำให้รองพื้นไหลได้ง่ายในระหว่างวัน
- เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลหรือโลชั่นน้ำนม: ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบาเหล่านี้จะซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ให้ความชุ่มชื้นที่เพียงพอโดยไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว ทำให้เป็นเบสที่สมบูรณ์แบบสำหรับการแต่งหน้า
3. รอให้สกินแคร์เซ็ตตัว นี่เป็นขั้นตอนที่หลายคนมองข้ามแต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หลังจากทามอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดดแล้ว ควรรอประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ผิวจนหมดก่อนที่จะเริ่มลงไพรเมอร์หรือรองพื้น การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผสมปนเปกันและเกิดเป็นคราบบนผิว
4. การใช้ไพรเมอร์อย่างมีกลยุทธ์ ไพรเมอร์ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกส่วนของใบหน้า แต่สามารถช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้อย่างดีเยี่ยม
- สำหรับรูขุมขนกว้างหรือหลุมสิวตื้นๆ: ใช้ ไพรเมอร์ชนิดเติมเต็มรูขุมขน (Pore-filling Primer) ที่มีส่วนผสมของซิลิโคน ทาบางๆ เฉพาะบริเวณที่มีปัญหา เช่น ข้างจมูกหรือแก้ม เพื่อสร้างพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้น
- สำหรับผิวมัน: ใช้ ไพรเมอร์ควบคุมความมัน (Mattifying Primer) ทาเฉพาะบริเวณทีโซนเพื่อช่วยล็อคความมันและยืดอายุของรองพื้น
การเตรียมผิวอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยให้รองพื้นติดทนนานขึ้น แต่ยังช่วยให้ผิวของคุณดูสุขภาพดีจากภายใน ทำให้การปกปิดรอยสิวดูเป็นธรรมชาติและเรียบเนียนอย่างไร้ที่ติ
วิธีตรวจสอบและดูแลผิวหลังลบเครื่องสำอาง
การเลือกรองพื้นที่ดีและการแต่งหน้าที่สวยงามจะไร้ความหมาย หากคุณละเลยขั้นตอนที่สำคัญที่สุด นั่นคือการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดหลังสิ้นสุดวัน การล้างเครื่องสำอางที่ไม่สะอาดเป็นสาเหตุหลักของการอุดตันสะสม ซึ่งนำไปสู่การเกิดสิวใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าคุณจะใช้รองพื้นสูตรไม่อุดตันก็ตาม
แนะนำเทคนิคการทำความสะอาดสองขั้นตอน (Double Cleansing) เทคนิคนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถกำจัดเครื่องสำอาง ครีมกันแดด และสิ่งสกปรกได้อย่างล้ำลึกและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวเป็นสิว
ขั้นตอนที่ 1: ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่มีเบสเป็นน้ำมัน (Oil-based Cleanser)
- เลือกใช้คลีนซิ่งออยล์ (Cleansing Oil) หรือ คลีนซิ่งบาล์ม (Cleansing Balm): ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำงานโดยอาศัยหลักการ “น้ำมันละลายน้ำมัน” ซึ่งสามารถละลายเครื่องสำอางกันน้ำ รองพื้น และครีมกันแดดที่ฝังแน่นได้อย่างอ่อนโยน
- วิธีใช้: นวดผลิตภัณฑ์ลงบนใบหน้าที่แห้งสนิทอย่างเบามือประมาณ 1-2 นาที เพื่อให้เครื่องสำอางละลายออกมาจนหมด จากนั้นพรมน้ำเล็กน้อยแล้วนวดต่อจนเนื้อผลิตภัณฑ์เปลี่ยนเป็นน้ำนม แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ขั้นตอนที่ 2: ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีเบสเป็นน้ำ (Water-based Cleanser)
- เลือกใช้เจลหรือโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน: หลังจากล้างคลีนซิ่งออยล์ออกแล้ว ให้ล้างหน้าซ้ำอีกครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่คุณใช้เป็นประจำ เพื่อกำจัดคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกที่ยังหลงเหลืออยู่
- เลือกสูตรที่อ่อนโยน: มองหาสูตรที่มีค่า pH สมดุล ปราศจากสารซัลเฟต (SLS/SLES) ที่รุนแรง เพื่อไม่ให้ผิวแห้งตึงหลังล้าง
ข้อควรระวังเพิ่มเติม:
- ความอ่อนโยนคือสิ่งสำคัญ: ในทุกขั้นตอนของการทำความสะอาด ห้ามถูหรือเช็ดหน้าแรงเกินไป โดยเฉพาะบริเวณที่มีสิวอักเสบ เพราะอาจทำให้หัวสิวแตก เกิดการระคายเคือง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อจนกลายเป็นรอยแผลเป็นได้
- ใช้ผ้าขนหนูที่สะอาด: ซับหน้าเบาๆ ด้วยผ้าขนหนูที่นุ่มและสะอาด หรือใช้กระดาษทิชชูสำหรับเช็ดหน้าโดยเฉพาะเพื่อสุขอนามัยที่ดีที่สุด
การดูแลทำความสะอาดผิวอย่างพิถีพิถันในตอนท้ายของวัน คือการลงทุนเพื่อสุขภาพผิวในระยะยาวที่จะช่วยลดวงจรการเกิดสิวและทำให้ผิวของคุณพร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นต่อไป
Frequently Asked Questions (FAQs) — คำถามที่พบบ่อย
- Q: สามารถทารองพื้นทับบนหัวสิวที่เปิดหรือมีหนองได้หรือไม่?
A: ไม่แนะนำให้ทารองพื้นทับโดยตรงบนแผลเปิดหรือสิวที่มีหนอง เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายและแผลหายช้าลง ทางที่ดีควรใช้แผ่นแปะสิวเพื่อดูดซับของเหลวและปกป้องบริเวณนั้นก่อน แล้วจึงค่อยๆ ลงรองพื้นรอบๆ บริเวณดังกล่าวอย่างเบามือที่สุด - Q: รองพื้นกันน้ำจำเป็นสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นหรือไม่?
A: จำเป็นอย่างยิ่งในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนมีเหงื่อออกง่ายหรือต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน รองพื้นสูตรกันน้ำหรือกันเหงื่อจะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางไหลเยิ้มหรือละลายระหว่างวัน แต่ต้องมั่นใจว่าคุณมีกระบวนการทำความสะอาดแบบ Double Cleansing ที่ดี เพื่อล้างผลิตภัณฑ์ออกให้หมดจดและไม่ทิ้งสารตกค้างในรูขุมขน - Q: ควรเลือกเฉดสีรองพื้นอย่างไรให้กลบรอยแดงจากสิวได้สนิท?
A: ควรเลือกเฉดสีรองพื้นที่ตรงกับสีผิวบริเวณลำคอหรือช่วงกรามมากที่สุด อย่าเลือกสีที่ขาวสว่างกว่าผิวจริง เพราะจะยิ่งทำให้รอยสิวที่มีสีเข้มหรือสีแดงดูเด่นและเป็นสีเทาขึ้นมา หากมีรอยแดงจำนวนมาก การใช้ไพรเมอร์หรือคอร์เรคเตอร์สีเขียวบางๆ ก่อนลงรองพื้น จะช่วยลดปริมาณรองพื้นที่ต้องใช้และทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า - Q: ผิวเป็นสิวสามารถใช้รองพื้นแบบแท่ง (Stick Foundation) ได้ไหม?
A: สามารถใช้ได้ แต่ต้องใส่ใจเรื่องสุขอนามัยเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงการปาดแท่งรองพื้นลงบนผิวหน้าที่มีสิวอักเสบโดยตรง เพื่อป้องกันการสะสมและแพร่กระจายของแบคทีเรียบนตัวผลิตภัณฑ์ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือการใช้แปรงหรือฟองน้ำที่สะอาดแตะเนื้อผลิตภัณฑ์จากแท่งก่อนนำมาลงบนใบหน้า และควรเลือกสูตรที่ระบุชัดเจนว่าเป็น Non-comedogenic เสมอ







